คอลัมนิสต์

'คืนความสุขให้นักเรียน'นโยบายที่ต้องระวัง

'คืนความสุขให้นักเรียน'นโยบายที่ต้องระวัง

31 ส.ค. 2558

'คืนความสุขให้นักเรียน'นโยบายที่ต้องระวัง : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            เรียกได้ว่าเครื่องร้อนทันทีที่ออกสตาร์ท กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ประกาศนโยบายลดเวลาเรียนของเด็กนักเรียนให้น้อยลง ฝ่ายสนองนโยบายคือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ก็รับลูกได้รวดเร็วไม่แพ้กามนิตหนุ่ม ประกาศว่าจะเริ่มปฏิบัติการนี้ตั้งแต่ภาคเรียนที่สองเป็นต้นไป โดยจะเริ่มกับโรงเรียนนำร่องจำนวนหนึ่ง เหตุผลหลักของการประกาศนโยบายนี้คือ เด็กนักเรียนไทยใช้เวลาเรียนในแต่ละวันมากเกินไป ทำให้เด็กมีความเครียด ต่างจากนักเรียนในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ที่เรียนวิชาหลักในช่วงเช้า ส่วนตอนบ่ายก็จะเป็นทำกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น

            ต้นตอที่มาของเรื่องนี้ก็คงไม่พ้น คสช.เพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้ง จะเรียกว่าเป็นนโยบาย “คืนความสุขให้นักเรียน” ก็น่าจะได้ มองในแง่หลักการก็ถือว่า เป็นแนวคิดที่พอรับได้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นว่า ลูกหลานของตนพากันเครียดตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเรียนหนังสือมากเกินไป เด็กประถมบ้านเราไปโรงเรียนแต่ละวันต้องแบกเป้หนังสือกันหลังแอ่น แต่พอพ้นระดับมัธยมศึกษาไปแล้ว แทบจะเดินมือเปล่าไปมหาวิทยาลัย สำหรับเด็กประถมและมัธยมเรียนในโรงเรียนหนักแล้วยังไม่พอ พอเลิกเรียนก็ต้องไปต่อกันที่โรงเรีียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษอีกไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง กลับมาถึงบ้านก็ตะลุยทำการบ้านอีกกระบุง กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจก็เหี่ยวเฉาไปตามกัน

            ปัญหาของการออกนโยบายใดๆ ก็ตาม ไม่ใช่อยู่ที่การนำไปใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้นตอที่มา หรือความคิดที่อยู่หลังนโยบายต่างหากที่สำคัญกว่า ไม่ผิดหรอกที่จะบอกว่า การออกนโยบายของรัฐบาลไทยไม่ว่ายุคไหนๆ ก็ตาม มักมีลักษณะของ “นโยบายฟาสต์ฟู้ด” หรือนโยบายเร่งด่วน ที่มาจากการผุดไอเดียขึ้นมาแบบกะทันหันของผู้มีอำนาจในการวางนโยบายอยู่จำนวนไม่น้อย ทั้งที่ในบางเรื่อง การจะปรับเปลี่ยนแนวทางเดิมๆ ที่เคยปฏิบัติมายาวนาน อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาทบทวน ประเมินผลกันอย่างเป็นระบบและรอบด้าน มีการทำวิจัยวิเคราะห์กันทุกแง่มุม

            นโยบายการศึกษาเป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลาในการคิด วางแผนและศึกษาล่วงหน้าเป็นอย่างมาก เหตุผลก็คือการศึกษาเป็นการวางรากฐานชีวิตมนุษย์ ใช้เวลาและกระบวนการต่อเนื่องยาวนาน เพราะมันจะส่งผลต่ออนาคตของผู้เรียนและรวมถึงอนาคตของประเทศชาติด้วย การวางนโยบายการศึกษาจึงต้องทำกันอย่างเป็นระบบและกระบวนการ จะมารื้อนั่นเติมนี่เหมือนกับการซ่อมแซมต่อเติมบ้านคงไม่ได้กระมัง ผมไม่ทราบว่าเคยมีบ้างไหมที่กระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัยใดๆ เคยได้มีการวิจัยศึกษาเรื่องจำนวนชั่วโมงเรียนของนักเรียนว่าต้องสักเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เพราะไม่เห็นผู้เกี่ยวข้องออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ รู้แต่ว่าเหตุผลที่มาอ้างคือการเทียบเคียงกับการจัดการเรียนการสอนในประเทศอื่น

            พอรู้ข่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการจะปรับลดเวลาเรียน มันทำให้ผมอดนึกถึงสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมไม่ได้ คนที่มีอายุไล่เลี่ยกับผม คือพวกที่เรียนตามหลักสูตรการศึกษาพุทธศักราช 2503 ซึ่งถูกแดกดันว่าเป็นหลักสูตรที่เรียนกันแบบ “เลข คัด เลิก” คือเช้าขึ้นมาเรียนเลข เรียนเขียนอ่านและคัดลายมือ พอตอนเย็นก็เรียนวิชาพวกสังคมศึกษานิดหน่อย จากนั้นก็เล่นแล้วก็เลิกกับบ้าน มันจะดีไม่ดีก็ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าชีวิตตอนเป็นนักเรียนนั้นสนุกสนานและไม่เคยรู้จักรสชาติของความเครียด เพราะหลักสูตรนี้ไม่ได้บรรจุสาระในการเรียนรู้จนล้นเกินเหมือนหลักสูตรในปัจจุบัน ที่ประดานักวิชาการด้านหลักสูตรประเคนและบรรจุลงให้นักเรียนเรียนยิ่งกว่า “จัดเต็ม” เสียอีก ผมคิดว่าหลายคนคงพอได้ข่าวนี้ อาจจะจินตนาการไปล่วงหน้าแล้วว่า อีกไม่นานเกินรอ การเรียนการสอนในชั้นประถมศึกษาของเรา โดยเฉพาะในโรงเรียนแถบชนบท จะกลับไปสู่ยุค “เลข คัด เลิก” อย่างแน่นอน เพราะการเปิดโอกาสให้เรียนวิชาเบาๆ ในตอนบ่ายและจัดอยู่ในรูปของกิจกรรม ตามที่ทาง สพฐ.ออกมาแถลงนั้น จะเปิดโอกาสให้ครูจำนวนไม่น้อย ปล่อยให้เด็กได้ “พักน้อย” และวิ่งเล่นกันตามอัธยาศัย อย่างน้อยเกือบสองชั่วโมง ครูและเด็กส่วนหนึ่งอาจมีความสุขเพิ่มขึ้นตามที่รัฐบาล คสช.คืนให้ แต่เด็กนักเรียนที่อยู่ในเมืองส่วนมากก็ยังคงต้องออกจากโรงเรียนประจำ แล้วเข้าไปเรียนหนังสือกวดวิชา หรือเรียนพิเศษกันเหมือนเดิม

            นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่การออกนโยบายแบบต่อเติมบ้านเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องระมัดระวัง เพราะต้นตอที่แท้จริงของการเรียนหนักมากสำหรับนักเรียนไทยคือ หลักสูตรที่ออกแบบไว้ต่างหาก หลักสูตรเหมือนแม่บทหรือธรรมนูญของการจัดการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันอย่างรีบด่วนได้เสียเมื่อไหร่ แต่มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน

            ชะรอยว่า รัฐบาลทหารชุดนี้ ติดนิสัยแก้รัฐธรรมนูญมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงหันมาแก้ไขกระบวนการเรียนการสอนเอาตามที่ตนเองอยากได้ใคร่ให้เป็นอย่างกะทันหันเช่นนี้