
สร้างคุณค่าให้สังคมฐานราก
สร้างคุณค่าให้สังคมฐานราก : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558
ตามหลักการแล้ว คำว่า ”ประชานิยม” คือการให้ที่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างเช่น คะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือเสียงสนับสนุนฝ่ายบริหาร นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ยืนยันว่า แนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่ประชานิยมอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกร ถือเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องทำ กระนั้นก็ตามการเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจครั้งนี้ นอกจากนายสมคิดจะเป็นความคาดหวังครั้งใหม่ของสังคมที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะเวลา 3 เดือนนับจากนี้เป็นอย่างน้อยแล้ว เขาเองก็กำลังถูกจับตามองว่า จะนำนโยบายประชานิยมมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว นายสมคิดเองก็เคยอยู่ร่วมในรัฐบาลที่ใช้นโยบายประชานิยมมาก่อน
สำหรับนโยบายช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายรัฐบาล จะเริ่มจากเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการต่อยอดสินค้าโอท็อป (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์) ที่จะเข้าไปบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ จะต้องเป็นผู้บูรณาการ โดยรัฐบาลจะให้กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอโครงการแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท รวมทั้งหมด 7,255 ตำบล เป็นเงินรวม 36,275 ล้านบาท รวมทั้งจะเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อกระจายรายได้และการจ้างงานในชุมชนด้วย นี่คือโครงการตัวอย่างหนึ่งซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นประชานิยม เพราะรูปแบบแทบไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ซึ่งสุดท้ายแล้ว เงินจำนวนมากที่ถูกส่งเข้าไปนั้น ได้ผลเพียงแค่การกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นายสมคิดได้ขยายความเอาไว้ว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะเครือข่ายชุมชนต่างทั่วประเทศที่จะสามารถต่อยอดจากเงินสนับสนุน เกิดการจ้างงาน และอาชีพ โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรมและการแปรรูปที่ทันสมัย ซึ่งประสานสอดคล้องกับเศรษฐกิจคู่ขนาน ซึ่งอีกด้านหนึ่งจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ที่จะต้องเร่งส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันต่อไปด้วย ขณะเดียวกัน การสร้างความเข้มแข็งให้แก่การผลิตภาคการเกษตรก็จะเป็นตัวเสริมการส่งออกเคียงคู่กันไป ประเด็นสำคัญของรัฐบาลนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้เงินจำนวนมหาศาลไม่กลายเป็นมหกรรม ”ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เหมือนเช่นที่ผ่านมา
แน่นอน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้เครื่องมือใดๆ มาเป็นมาตรวัดถึงประสิทธิผลของการลงทุนสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคเกษตรในระดับฐากรากของการผลิตสินค้าตั้งแต่ชั้นปฐมภูมิขึ้นไปถึงการแปรรูปเป็นโอท็อป เพราะจะต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาวด้วย กระนั้นโดยหลักการที่รัฐบาลพึงเกาะเกี่ยวให้มั่นคงก็คือ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมฐานรากนั้น ควรจะเน้นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าผลิตผล และผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยการสร้างกลไกราคา ให้ผู้ผลิตไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรควรจะเป็นเจ้าของตลาดผู้กำหนดราคาสินค้าของพวกเขาได้เอง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ทำให้พวกเขาเห็น ”คุณค่าที่แท้จริง” ของรายได้มากไปกว่าการได้มาอย่างง่ายหรือเป็นของฟรีเหมือนในอดีต และผู้คนในระดับฐากรากก็จะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงด้วยการต่อยอดและพัฒนาผลผลิตจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น



