คอลัมนิสต์

 อินไซด์ตำรวจประจำวันที่28ส.ค.2558

อินไซด์ตำรวจประจำวันที่28ส.ค.2558

28 ส.ค. 2558

อินไซด์ตำรวจประจำวันที่28ส.ค.2558

               *** แม้จะพลาดตำแหน่ง “ผบ.ตร.” คนใหม่ “พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์” รองผบ.ตร. ยังคงเดินหน้าสานงานแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ต่อ ล่าสุดลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก ใน จ.นครศรีธรรมราช ป้องปรามการใช้แรงงานผิดกฎหมายในธุรกิจเรือประมง หวังมาตรการเข้มงวดของตำรวจและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะทำให้ต่างประเทศเห็นความตั้งใจของไทยปลดล็อกบัญชีกลุ่มประเทศที่มีปัญหาวิกฤติด้านการค้ามนุษย์ *** กลายเป็นเรื่องดราม่ากรณี “กล้องวงจรปิด” ที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร หลัง “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ผบ.ตร. และ “พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ” ประสานเสียงอุปสรรคส่วนหนึ่งในการติดตามไล่ล่า “มือบึ้ม” เป็นเพราะภาพจาก “กล้องวงจรปิด” มีไม่ต่อเนื่อง

              *** แถมยังโยนเผือกร้อนให้ “กรุงเทพมหานคร” เข้าเต็มแรง ระบุเพราะ “กล้องวงจรปิด” ที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร บางจุดเสีย บางจุดภาพไม่ชัด “ดราม่า” ถึงขนาดของบประมาณก้อนโตเพื่อใช้ในการซื้ออุปกรณ์พิเศษหลักพันล้านบาทแก้ปัญหานี้ *** “พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ” ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ต้องออกมาชี้แจงภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่อยู่ในเวลานี้มาจากกล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานครแทบทั้งสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับ “บรรดานักสืบ” ที่ยืนยันตรงกัน “กล้องวงจรปิด” ของเอกชนส่วนใหญ่แทบมองไม่เห็นภาพผู้ต้องสงสัยเพราะมุมที่ติดตั้งหันเข้าหาอาคารของตัวเอง ไม่รู้จะเชื่อใครดี

              *** ตั้งข้อสังเกตการติดตามจับกุมอาชญากรที่ก่อเหตุร้าย ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด เป็นเพียงเบาะแสอย่างหนึ่ง ตำรวจต้องหาพยานหลักฐานอื่นรวมอยู่ด้วย เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูหากมัวแต่หวังพึ่งกล้องวงจรปิด ไม่รู้จะมีตำรวจไว้ทำไม *** ความจริงแล้ว “ตำรวจ” มีบุคลากรที่มีความสามารถในการสืบสวนสอบสวนจำนวนไม่น้อย แต่หลายปีที่ผ่านมาเกิดอาการ “หมดใจ” หลายรายตั้งใจทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแต่พอฤดูแต่งตั้งโยกย้าย กลับกระเด็นกระดอนไปอยู่ในตำแหน่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหน้างานสืบสวน เหตุผลง่ายๆ แต่สุดแสน “คลาสสิก” เพราะไม่ใช่  "เด็กนาย”

              *** ไม่ได้คัดค้านกรณี “ผู้นำตำรวจ” โยนหินถามทางเสนอใช้งบประมาณก้อนโต จัดซื้อ “ระบบไบโอเมทริกซ์” มาติดตั้งตามด่านตรวจคนเข้าเมืองต่างๆ สำหรับตรวจจับรายละเอียดต่างๆ บนใบหน้าผู้เดินทางเข้าประเทศ เพื่อจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลไว้สำหรับติดตามคนร้ายหากเกิดเหตุร้ายภายในประเทศ *** หากสามารถทำได้จริงถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยในการอำนวยความสะดวกการทำงานของ “ผู้ปฏิบัติ” แต่งบประมาณก้อนมหาศาลที่เสนอจะนำไปใช้เหมาะที่เหมาะเวลาหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิด “นักสืบ” บ่นให้ได้ยินหนาหู มีอุปกรณ์ไฮเทคมาช่วยก็ดี แต่คุ้มค่าหรือไม่ “ผู้บังคับบัญชา” ทั้งหลายควรต้องหยุดคิด ชั่วโมงนี้แค่อนุมัติเงินใช้จ่ายในการติดตามคนร้ายให้เพียงพอก่อนจะดีหรือไม่ เพราะทุกวันนี้แค่ “ค่าน้ำมันรถ” ใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหนเพื่อตามคดียังต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง