คอลัมนิสต์

ต้นธารปฏิรูปการเมือง

ต้นธารปฏิรูปการเมือง

28 ส.ค. 2558

ต้นธารปฏิรูปการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2558

               ในยามที่สังคมไทยกำลังร่วมกันเสาะแสวงยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีสำหรับการปฏิรูปชาติบ้านเมืองที่เสื่อมทรามทรุดลงในแทบทุกด้านนั้น กระบวนการยุติธรรมได้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นประดุจหางเสือที่คอยคัดท้ายให้ประเทศก้าวเดินไปในเส้นทางของธรรมาภิบาล นั่นหมายถึงว่า แท้แล้วกติกาของบ้านเมืองทุกวันนี้ก็มีความเคร่งครัดรัดกุมมากพอที่จะเป็นเกณฑ์ไม่ให้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถึงทุกวันนี้ยังเชื่อกันอยู่ว่าเป็นเพียงคนกลุ่มน้อย เบียดบังหรือทำความเดือดร้อนให้แก่สังคมโดยรวม ภายใต้การวางเครือข่ายโยงใยเป็นขบวนการ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า สังคมจะร่วมกันขับเคลื่อนกลไกอื่นๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ในท่ามกลางกระแสธารของการเมืองภายใต้ระบบเดิม และโครงสร้างของประเทศที่ถูกปู้ยี่ปู้ยำมาตลอดหลายสิบปีจนกลายเป็นเส้นใยสายเลือดของฝูงเหลือบ

               การทำงานของกระบวนการยุติธรรมเพื่อการปฏิรูปบ้านเมืองได้แสดงให้ได้แลเห็นผ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ บุคลากรของธนาคารจึงเป็นลูกจ้างรัฐ ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหาร, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร, กรรมการบริหาร, กรรมการสินเชื่อธนาคารกรุงไทย, กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในเครือกฤษดามหานคร และ 3 บริษัทในเครือกฤษดามหานคร เป็นจำเลยที่ 1-27 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา และอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง โดยศาลฎีกาตัดสินให้จำคุกผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้บริหารบริษัทเอกชนพร้อมเรียกค่าเสียหายคืนแก่ธนาคารกรุงไทย

               คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันมีสาเหตุมาจากการคอร์รัปชั่น และการบริหารเครือข่ายผลประโยชน์ที่เรียกกันว่า "ระบอบทักษิณ” ซึ่งในคดีโกงธนาคารกรุงไทยนั้น มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้ม เป็นจำเลยที่ 1 อย่างที่พยานในคดีเข้าใจว่าเป็น "บิ๊กบอส” หรือ "ซูเปอร์บอส” กระนั้นก็ตาม การพิจารณาคดีของศาลพบว่า การอนุมัติสินเชื่อแก่นิติบุคคลสร้างความเสียหายให้แก่ธนาคารกรุงไทย และเป็นการทุจริต โดยผู้บริหารแบงก์อ้างว่า ผู้ขอสินเชื่ออยู่ในกลุ่มความเสี่ยงพอรับได้ ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวยังเป็นในลักษณะเร่งรีบเพื่อปล่อยกู้ให้ทัน เป็นการเปิดช่องให้จำเลยนิติบุคคล นำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

               คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งของมหากาพย์การทุจริต หากจะบอกว่าเป็นแบบจำลองหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ที่เป็นดั่งมะเร็งร้ายของสังคมไทยก็คงไม่เกินไปจากความจริง อย่างที่ขบวนการเริ่มจากการวางเครือข่ายพวกพ้องของตนเอาไว้ในส่วน เพื่อทำงานกันอย่างสอดประสานโดยมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม แม้พยานแห่งคดีจะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า “ซูเปอร์บอส” คือพ.ต.ท.ทักษิณ หรือภรรยาตามฟ้องหรือไม่ หากแต่คดีนี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า มีบุคคลภายนอกที่มีอิทธิพลเหนือประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการธนาคาร สั่งการให้อนุมัติสินเชื่อช่วยเหลือบริษัทที่เป็นบริวารตามขั้นตอน โดยมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ล้วนเป็นกลไกของรัฐ กลับประพฤติตัวเป็นมือไม้อำนวยความสะดวกตามคำสั่งตามลำดับชั้น อาจเพราะเกรงกลัวหรือรู้เห็นเป็นใจก็ตามที คดีนี้จึงน่าจะเป็นคดีตัวอย่างให้ทุกกลไกของการปฏิรูปได้เดินเครื่องไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม อันมีความหวังสูงสุดอยู่ที่การเรียกคืนระบบธรรมาภิบาลกลับมาให้ได้ มิใช่แค่ปฏิวัติครั้งหนึ่งแล้วจึงเริ่มตรวจสอบกันเป็นคราวๆ ไป