คอลัมนิสต์

มรดกความคิดของ'นายห้างเทียม'

มรดกความคิดของ'นายห้างเทียม'

27 ส.ค. 2558

มรดกความคิดของ'นายห้างเทียม' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            หลายคนมักตั้งคำถามว่า ทำไมคนอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่เคยทำงานกับ “ทักษิณ” จึงมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลประยุทธ์? และว่ากันตามจริง “สมคิด” เองก็เป็นเช่น “มืออาชีพ” ที่เข้าไปทำงานในบริษัทชินวัตร เมื่อเกิดความขัดแย้งกับเจ้าของบริษัทก็แยกตัวออกมา

            หากใครเคยอ่านประวัติของ “สมคิด” จากนิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนเมษายน 2544 ก็จะทราบว่า บรรพบุรุษของเขายากจนข้นแค้น จึงอพยพออกจากบ้านเกิดในอำเภอเท่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง มาทำมาหากินในเมืองไทย

            “ซ้ง” พ่อของสมคิด สู้อดทนทำงานหนัก เก็บหอมรอมริบ กระทั่งพอสะสมเงินทองได้บ้างก็ร่วมกับเพื่อนอีก 4 คน เปิดร้านชื่อสี่ชัย แต่กิจการไม่สู้ดีนัก พอถึงจุดหนึ่งหุ้นส่วนต้องการแยกย้ายกันไปทำกิจการของตัวเอง ในที่สุดก็ปิดกิจการ

            ต่อมา ซ้งพยายามดิ้นรน จนในที่สุดสามารถตั้งร้านเตี่ยเซ็งได้สำเร็จ ร้านนี้เดิมอยู่แถววัดเกาะ ครั้นต่อมาถูกไล่รื้อ จึงย้ายไปอยู่แถวตลาดน้อย แต่ร้านเตี่ยเซ็งประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนไม่พอเพียง ไม่มีสินค้าเข้าร้าน กระทั่งขาดทุนจนต้องล้มละลาย และปิดกิจการในที่สุด

            มรสุมลูกใหญ่ที่เกิดจากความล้มเหลวในธุรกิจของพ่อ ทำให้พี่สาว 2 คน พี่ชายอีก 4 คน และน้องสาวอีกหนึ่ง รวมตัวเขาด้วย เป็น 8 ชีวิต ต้องประสบกับความยากลำบาก

            ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน หากบิดาของเขาประสบความสำเร็จในธุรกิจ กระทั่งขยายใหญ่โต ตอนนี้ “สม” (พี่ชายคนโต) ก็อาจจะเป็น “หยี่เสี่ย” และ “สมคิด” ก็อาจจะเป็น “เสี่ยกวง” ไม่ใช่นักเรียนทุนรัฐบาลที่ดิ้นรนไปไขว่คว้าดอกเตอร์มาจากเมืองนอกเมืองนา

            เหมือนชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้สมคิดและพี่ชายได้มาร่วมงานกับตระกูล “โชควัฒนา” โดยสมคิดนั้น ได้มีโอกาสมาร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ “เสี่ยเซี้ยง” บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา นานหลายสิบปี

            “สมคิด” เคยเล่าให้นักข่าวฟังว่า ตัวเองโชคดีมากที่มีโอกาสได้เรียนรู้การบริหารธุรกิจสไตล์จีน ที่มีความยืดหยุ่นสูง และพลิกแพลงสูงมาก ซึ่งแตกต่างไปจากที่เขาได้เรียนจากตำรา ซึ่งเป็นการบริหารแบบฝรั่ง

            นอกจากนี้เขายังมีโอกาสเรียนรู้หลักคิดของ “นายห้างเทียม” ผู้ทำการค้าจากสองมือเปล่า แต่ค่อยๆ เรียนรู้ทีละขั้น สร้างองค์กรจนเติบใหญ่และมั่นคง

            ในบรรดาหลักคิดที่มากหลายของนายห้างนั้น มีอยู่สองข้อที่เขาประทับใจมากคือ “มากคนมากวาสนา และคนตัวเล็กต้องทำให้ใหญ่ แต่คนตัวใหญ่ต้องทำตัวให้เล็ก” ซึ่งเขานำมาใช้กับชีวิตและการทำงานของเขาเอง

            สมัยที่ “สมคิด” ได้เป็นรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลทักษิณ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “เสี่ยเซี้ยง” จึงออกมาการันตีความสามารถของ “ขุนคลังหนุ่ม” คนนี้ทันทีว่า เป็นคนมีความรู้ความสามารถเพียงพอ เป็นนักการตลาดและนักกลยุทธ์ ที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และการที่อยู่กับเครือสหพัฒน์ และบริษัทเอกชนอื่นๆ ทำให้รู้เรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นอย่างดี ไม่ใช่หัวดื้อที่ไม่ฟังใคร ทำงานร่วมกับทุกคนได้ดี

            “เขาเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ที่ถูกเลี้ยงแบบจีนอย่างเข้มข้น บางคนบอกว่าสำเนียงพูดยังสะท้อนภูมิหลังเช่นนั้นด้วย บรรพบุรุษเป็นพ่อค้าธรรมดา ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างตัวในยุคก่อนและหลังสงครามโลกเหมือนคนอื่นๆ เขาเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงสังคมไทยยุคนั้นเต็มไปด้วยผู้มีรากฐาน ไม่ว่ากลุ่มทุน หรือตระกูลสังคมชั้นสูง มันเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อ เขาใช้เวลาเพียง 10 ปีเศษ ก้าวจากอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังได้”

            วิรัตน์ แสงทองคำ เขียนถึงสมคิด ในนิตยสารผู้จัดการ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

            สรุปว่า สมคิดเติบโตมาจากบ้านหลังใหญ่ของ “โชควัฒนา” อันเป็นเบ้าหลอมที่ทำให้เขาเป็นนักการตลาด นักกลยุทธ์ที่ติดดินเช่นทุกวันนี้