
เมื่อรัฐธรรมนูญตอบโจทย์ไม่เสียของ
เมื่อรัฐธรรมนูญตอบโจทย์ไม่เสียของ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
วงสนทนาการเมืองวันนี้ สิ่งที่ถูกถามมากที่สุดคือ “ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือไม่” เพราะก่อนหน้านี้มี สปช.บางกลุ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญหลากหลายเหตุผล และแสดงเจตนาที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
แต่เมื่อถึงนาทีนี้ก็สามารถฟันธงลงไปได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของ สปช.ค่อนข้างแน่นอน เหตุผลนั้นก็เห็นกันง่ายๆ ว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นทำได้ตามโจทย์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้วางเอาไว้ว่า การรัฐประหารครั้งนี้จะไม่ “เสียของ” และโฉมหน้าการเมืองของไทยจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกับช่วงก่อนการทำรัฐประหาร
อะไรบ้างที่ทำได้ตามโจทย์เช่นว่า เรื่องแรกคือระบบเลือกตั้งที่มีการออกแบบนวัตกรรมใหม่ของสังคมไทย กล่าวคือใช้ระบบเลือกตั้งแบบ “สัดส่วนผสม” เพดานจำนวน ส.ส. จะอิงตามคะแนนนิยมของพรรค
วิธีนี้โอกาสที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะได้จำนวน ส.ส.แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมีต่ำมาก และแน่นอนว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพและการต่อรอง
อีกประการที่น่าจะตอบโจทย์ผู้มีอำนาจได้คือ การที่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งกรณีนี้ถูกนำไปโจมตีถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย และระบุว่าเป็นการเตรียมเปิดทางให้ใครบางคนเข้าสู่อำนาจสูงสุดทางการเมืองโดยที่ไม่ผ่านระบบเลือกตั้ง
แน่นอนว่าทั้งความจงใจให้เกิดรัฐบาลผสม และเปิดทางให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ ทำให้มองกันไปถึง “รัฐบาลแห่งชาติ” เพราะเมื่อสองพรรคใหญ่จับมือกันเป็นรัฐบาล ก็ย่อมต้องหาคนกลางมาเป็นนายกฯ เพื่อไม่ให้มีพรรคใดพรรคหนึ่งเสียเปรียบ
แต่เรื่องนี้ฝ่ายการเมืองกลับมองว่านี่เป็นการฝืนธรรมชาติของการแข่งขันและการเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าจะไม่มีใครแพ้ชนะในการเลือกตั้ง และนโยบายที่นำไปหาเสียงอาจจะไม่ถูกนำมาปฏิบัติจริง เพราะความเห็นที่ต่างกันของพรรคร่วมรัฐบาล
นอกจากนี้ การกำหนดให้ ส.ว.สรรหา ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลชุดนี้มีมากกว่า ส.ว.เลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นการออกแบบให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถคุมคนที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหาโดยรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งถูกโจมตีว่าเป็นการปูทางเพื่อให้รัฐบาลปัจจุบันยังมีอำนาจผ่านทางวุฒิสภา
แต่ที่ดูเหมือนน่าจะตอบโจทย์ผู้มีอำนาจมากที่สุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ ที่มีองค์ประกอบบางส่วนจาก ผบ.เหล่าทัพ และคาดว่าจะมีผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้หลายๆ คนเข้าไปเป็นกรรมการชุดนี้ ซึ่งแม้หน้าที่หลักคล้ายกับการเดินหน้าผลักดันการปฏิรูป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการควบคุมรัฐบาลใหม่ ไม่ให้ออกนอกลู่ที่รัฐบาลและ คสช.ได้ทำเอาไว้ เพราะหากรัฐบาลไม่ทำแต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีมติยืนยันไปรัฐบาลก็ต้องทำตาม ทำให้รัฐบาลไม่มีอิสระในการตัดสินใจแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามอีกอำนาจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่น่าจะพึงใจ คสช. คือ การให้อำนาจในการจัดการกับปัญหาแทนรัฐบาล กรณีที่เกิดปัญหาทางการเมือง หรือเกิดความขัดแย้งที่กระทบกับความมั่นคง และให้อำนาจกับประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ คล้ายเป็นผู้นำสูงสุด
คำสั่ง หรือการปฏิบัติตามคำสั่งของประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ในขณะนั้น จะถือว่าเป็นที่สุด และถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเขียนเช่นนี้คล้ายกับเป็นการนิรโทษกรรมล่วงหน้าให้กับการใช้อำนาจดังกล่าว
อำนาจเช่นนี้จึงถูกนิยามจากหลายฝ่ายคล้ายๆ กันว่า “เป็นการรับรองการทำรัฐประหารในอนาคตโดยรัฐธรรมนูญ” พร้อมด้วยข้อครหาว่าคนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก็คือเหล่า คสช.นั่นเอง
นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังให้โอกาส คสช.อยู่ยาวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่แถมยังใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ต่อไป ซึ่งรวมถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ รัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วย แม้ว่าจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วก็ตาม ยิ่งเป็นการการันตีการควบคุมสถานการณ์ไปจนถึงการเลือกตั้ง
เมื่อทุกอย่างตอบโจทย์และเอื้อต่อ คสช.ขนาดนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่ สปช. ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. จะปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เหลือก็แค่ไปลุ้นตอนทำประชามติเท่านั้น



