
ก้าวข้ามหุบเหวแห่งปัญหา
ก้าวข้ามหุบเหวแห่งปัญหา : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2558
นับจากนี้ไปจนถึงประมาณเดือนกันยายนเป็นอย่างน้อย ถ้าจะบอกว่า อุณหภูมิการเมืองกำลังจะกลับมาร้อนรุ่มอีกครั้งคงไม่ผิดนัก เพราะนอกเหนือจากคดีใหญ่ระดับนานาชาติคือ เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์แล้ว ประเทศไทยยังเข้าสู่ห้วงเวลาปฏิทินการเมืองที่สำคัญๆ อย่างแรกที่ท้าทายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นอย่างมากก็คือ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะสามารถตอบโจทย์ของประเทศได้หรือไม่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ขณะนี้อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยหลักคือ การส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับเป้าส่งออกติดลบถึงร้อยละ 3 เป็นครั้งแรก การลงทุนภาครัฐ และเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อ มาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และล่าสุดโจทย์ใหม่ที่เสมือนความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักวิจัยสวนดุสิตโพล ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความเห็นประชาชนต่อคำถาม คิดอย่างไร? กับการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 3” โดย 3 อันดับแรก พบว่า ร้อยละ 73.70 เชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ กระทรวงต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 69.21 เห็นว่า เป็นไปตามคาดหมาย หรือตามโผรายชื่อที่ออกมาก่อนหน้านี้ คือเป็นการปรับครั้งใหญ่ของรัฐบาล และสุดท้ายร้อยละ 67.04 หวังว่า ครม.ชุดใหม่จะทำงานเต็มที่ แก้ปัญหาตรงจุดโดยเฉพาะเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ส่งออก ผลการสำรวจนี้ตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงประเด็นที่ว่าด้วย “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ทั้งสามส่วนดังกล่าวมา จึงตั้งความหวังเอาไว้กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่ากันว่ามีแนวคิดที่แตกต่างไปจากรัฐมนตรีคนก่อน เพราะไม่ยึดติดกับนโยบายการเงินการคลังที่ค่อนข้างอนุรักษ์มากนัก จึงเชื่อว่า การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะทยอยตามกันออกมา
ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาพิจารณามายาวนาน 9 เดือนเต็มให้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อแจกจ่ายให้แก่สมาชิกไปพิจารณาภายใน 15 วัน ก่อนที่จะลงมติในวันที่ 6 กันยายน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่างๆ นานา โดยเฉพาะที่ไม่เห็นด้วยนั้นมองว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.และรัฐบาล อย่างเช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ หรือการกำหนดสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา 123 คน และมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด 77 คน ฯลฯ ซึ่งในส่วนของนักการเมืองฝั่งที่ประกาศตนเป็นปรปักษ์กับ คสช.ถึงกับระบุลงไปว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ และเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของ สปช.ที่มีอนาคตของชาติเป็นเดิมพัน อีกทั้งไม่ว่าจะตัดสินออกมาทางใดก็ล้วนแล้วแต่จะถูกมองว่า เป็นการซื้อเวลาทั้งสิ้น
ไม่ว่า การสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดที่สี่แยกประสงค์จะออกมาว่า เป็นการเมืองภายในประเทศ หรือว่า เป็นปัญหามาจากความขัดแย้งจากภายนอกประเทศก็ตาม ประเทศไทยยามนี้ถือว่า เดินทางมาถึงจุดอันตรายอย่างที่สุดอีกวาระหนึ่งเช่นเดียวกับบรรยากาศทางการเมือง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีทางออกอื่นใดที่จะดีไปกว่า ความสามัคคีกลมเกลียวของคนในชาติ ที่จะต้องพร้อมใจร่วมกันแสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาชนคนไทยรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ก็จะสามารถก้าวข้ามนานาอุปสรรคไปได้ ที่สำคัญก็คือ ถ้าหากเราสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ก็อาจจะทำให้ชาติบ้านเมืองผ่านพ้นความเลวร้ายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมมาเป็นเวลานานพอสมควร หรือแม้กระทั่งการบังคับใช้กติกาใหม่ของประเทศที่ควรจะต้องผ่านความยินยอมพร้อมใจของคนในชาติด้วยเช่นกัน



