คอลัมนิสต์

‘ภารกิจพิเศษ’ของ‘รมต.ทหาร’

‘ภารกิจพิเศษ’ของ‘รมต.ทหาร’

24 ส.ค. 2558

‘ภารกิจพิเศษ’ของ‘รมต.ทหาร’ : ขยายปมร้อน โดย จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

               เห็นหน้าเห็นตากันครบถ้วนแล้วว่าใครอยู่ ใครไป ในคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 3” ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ส่วนครม.หน้าเดิมที่ยังอยู่และที่แต่งตั้งเพิ่มเติมเสริมเข้ามาใหม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นที่เรียบร้อย พร้อมลุยกับภารกิจที่คาดว่า “บิ๊กตู่” จะคุยเรื่องแบ่งงานและภารกิจในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 25 สิงหาคมนี้

               แต่กระนั้นเสียงวิจารณ์ก็ยังมีให้เห็นกับประเด็นการแต่งตั้งคนให้เหมาะกับงานของกระทรวงนั้นๆ ที่โดนวิจารณ์เยอะเห็นจะเป็นรัฐมนตรีที่มียศทหารที่มีเสียงดูแคลนว่า “ผิดฝาผิดตัว” ไม่เหมาะกับงานของกระทรวง ไล่ไปตั้งแต่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ขยับออกจาก รมว.พาณิชย์ กระทรวงค้าขาย ไปเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร แทนที่นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ถูกปรับออก

               พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ โยกจาก รมว.แรงงาน ที่ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ผู้ใช้แรงงานและเทกแคร์นายจ้าง ข้ามห้วยไปนั่งรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แทนที่ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ที่ฝากชื่อและผลงานไว้ในเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรฯ เพราะพล.อ.ดาว์พงษ์ขยับไปคุมกระทรวงศึกษาธิการ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการฯ แทนพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ที่ขยับจาก รมว.ศึกษาฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดียว

               และที่น่าสนใจคือ รมต.หน้าใหม่แกะกล่อง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ โดดออกจากเก้าอี้สายตรวจสอบของคสช. จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ยอมสละห้องทำงานในทำเนียบรัฐบาลย้ายไปรับไม้คุมกระทรวงเศรษฐกิจในตำแหน่ง รมว.พลังงาน

               มันจึงมีคำถามว่า ทำไมต้องตั้งทหารไปเป็น รมว.ในกระทรวงสำคัญทั้งกระทรวงเศรษฐกิจและการศึกษา? ทหารทำงานเป็นหรือรู้เรื่องรึเปล่า? ซึ่งคำตอบที่ได้อาจจะไม่ตรงกับคำถาม เพราะคำตอบมีอยู่สั้นๆ คือ “ทุกคนมีภารกิจพิเศษของตัวเอง”

               ภารกิจพิเศษของรัฐมนตรีทหารที่เป็นงานหลัก 1.จัดระเบียบในกระทรวงที่ข้าราชการยังเกียร์ว่างและมีกลุ่มการเมืองภายใน โดยเฉพาะปัญหาการเมืองภายในที่บางกระทรวงมีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังจนกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์และโรดแม็พของ คสช. เพราะเมื่อขับเคลื่อนงาน คสช.สำเร็จกลุ่มการเมืองเก่าจะเสียผลประโยชน์ทันที

               2.การเข้าไปสานต่อ ผลักดัน เร่งรัดงานที่เป็นนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะงานที่ยังไม่มีความคืบหน้าให้เดินหน้าได้เสียที โดยที่น่าจับตามองคือประเด็น “สัมปทานรอบที่ 21” ของกระทรวงพลังงาน เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้ดั่งใจพล.อ.ประยุทธ์

               และที่สำคัญคือ 3.จัดการปัญหาทุจริตภายในกระทรวง ที่ยังคงมีกลุ่มผลประโยชน์ทำมาหากินเป็นการถาวรในกระทรวง ซึ่งส่วนนี้รัฐมนตรีทหารจะมีวิธีการตรวจสอบแล้วส่งรายชื่อหรือรายงานโดยตรงแบบไม่ต้องเกรงใจใครให้ “ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)” ของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่พอจะมีข้อมูลเดิมอยู่บ้างแล้วเข้าไปจัดการตรวจสอบ และส่งชื่อให้ “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)” ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ ประธาน คตช. ใช้อำนาจดำเนินการ ดังที่เคยดำเนินการมาแล้วด้วยมาตรา 44 ในการโยกย้าย

               ซึ่งทั้ง 3 ภารกิจหลัก ล้วนเป็นภารกิจที่จะมาสอดรับงานตามโรดแม็พของ คสช. ที่อนาคตจะมีการเดินหน้าปฏิรูปตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอ เพราะหากในกระทรวงต่างๆ ยังมีการเมือง ทำงานช้า และมีทุจริต มองกันว่าจะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนงานปฏิรูป

               จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องเป็น รมต.ทหาร” เพราะบางทีอาจจะดูยี้ แต่ก็มีบางเรื่องที่ รมต.สามัญชนก็ไม่กล้าที่จะชน