
ความตายที่แม่เมาะ
ความตายที่แม่เมาะ : กระดานความคิดโดยจักร์กฤษ เพิ่มพูล
ยังคงมีชาวบ้านเสียชีวิตหลังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับสารพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ คือสิ่งที่ตอกย้ำความเจ็บปวดของชาวบ้านที่ต้องยอมจำนนต่อ กฟผ.และข้ออ้างในนามของการพัฒนา กว่าจะพิสูจน์และยอมรับกันโดยคำพิพากษาว่า ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่รายรอบโรงไฟฟ้าต้องล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ด้วยอาการป่วยชนิดต่างๆ มาจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกมาจากการเผาถ่านหิน เพื่อผลิตไฟฟ้าจริง
อาจกล่าวได้ว่า สายเกินไป กับการต่อสู้ของชาวบ้านที่ใช้เวลากว่า 11 ปี ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต แต่ปรากฏการณ์และความตายที่แม่เมาะก็น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นพลังในการต่อต้านความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน ไม่ว่าจะตั้งขึ้น ณ ที่ใดในประเทศนี้
มีความพยายามจะอธิบายว่า วิทยาการสมัยใหม่สามารถเป็นหลักประกันความปลอดภัยสารพิษ จากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินได้ดีกว่ายุคก่อน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีค่าความบริสุทธิ์ของอากาศ เท่ากับอากาศในเขตอุทยานแจ้ซ้อน จ.ลำปาง
คำอธิบายนี้ถูกหักล้างด้วยความตายของชาวบ้าน จากโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และโรคร้ายอื่นๆ คนแล้วคนเล่า ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตด้วยความไม่รับผิดชอบของ กฟผ.นี้ มีทั้งที่ฟ้องคดีเรียกค่าชดเชย และที่ไม่ได้ฟ้อง ชาวบ้านที่ไม่ได้ฟ้องก็ตายฟรี ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายจิตสำนึกความรับผิดชอบของ กฟผ.ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาพวกเขาอย่างไร
โรงไฟฟ้าแม่เมาะเริ่มเปิดเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินในปี 2497 จนถึงปัจจุบัน ได้ขุดขนถ่ายถ่านหินปริมาณ 15-17 ล้านตัน ป้อนให้โรงไฟฟ้า ที่มีกำลังการผลิตราว 2 ล้านกิโลวัตต์ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ไปจนถึงภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 20% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
กระนั้นการมีอยู่ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจึงเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากแต่ชาวบ้านในพื้นที่โรงไฟฟ้าต้องจ่ายด้วยชีวิต เพื่อให้คนในเมืองใหญ่ได้มีไฟฟ้าใช้...???
รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ในช่วงปี 2538–2544 กำหนดค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศในพื้นที่แม่เมาะ ไม่เท่ากับพื้นที่อื่นๆ นั่นอาจเป็นตัวอย่างของสองมาตรฐาน ที่ทำให้ชาวบ้านแม่เมาะต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยมากกว่าชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ
ใครควรต้องรับผิดชอบในโศกนาฏกรรมของชาวบ้านแม่เมาะ นอกจากตัวองค์กรเองที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง หากพิเคราะห์เปรียบเทียบกับคดีที่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่รวมตัวกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งยึดเอาพื้นที่เหนือหมู่บ้านกะเหรี่ยงประมาณ 10 กม. ริมลำห้วยคลิตี้ เป็นที่ตั้งโรงงานแต่งแร่ตะกั่วขนาดใหญ่ ปล่อยสารตะกั่วลงในลำห้วยสาธารณะที่ชาวบ้านใช้อาบ ใช้กิน รดแปลงพืชผัก เป็นเวลานานกว่าสิบปี
ชาวบ้านล้มตายด้วยโรคจากพิษสารปรอทจำนวนมาก กว่าที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้บริษัทตะกั่วชดใช้ค่าเสียหายให้ในจำนวนเกือบ 40 ล้านบาท และมีคำสั่งให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวด้วย ศาลอธิบายว่าผู้บริหารได้รับประโยชน์ในรูปผลกำไร ฉะนั้นจึงต้องมีความรับผิดชอบในผลความเสียหายต่อชาวบ้านด้วย
น่าคิดว่า นอกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ต้องรับผิดชอบในฐานะหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ก่อความเสียหายแล้ว ผู้บริหาร ที่พยายามบ่ายเบี่ยงและตีความคำพิพากษาศาลขัดแย้งกับถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษร ควรต้องรับผิดชอบในฐานะส่วนตัวหรือไม่...? เพราะเงินค่าตอบแทน เงินค่าตำแหน่ง เงินโบนัส ที่ได้รับ ก็มาจากผลการดำเนินงานโรงไฟฟ้าแม้ไม่ได้เรียกว่าผลกำไรก็ตาม
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คำฟ้องคดีไม่มีประเด็นเรื่องความรับผิดในฐานะส่วนตัว หากมีการฟ้องคดีใหม่ก็น่าจะพิจารณาคำพิพากษาและคำฟ้องของชาวบ้านคลิตี้ล่าง เป็นบรรทัดฐานด้วย เพราะแม้จะเป็นนโยบายของรัฐที่ยังต้องใช้โรงไฟฟ้าแม่เมาะผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป
แต่ความตายที่เห็นอยู่ตรงหน้า ก็น่าจะเป็นการทวงถามถึงจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ของผู้บริหารด้วย!!!



