คอลัมนิสต์

สะท้านโลกสะท้านใจ

สะท้านโลกสะท้านใจ

21 ส.ค. 2558

สะท้านโลกสะท้านใจ : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

             ถึงวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่า มืออำมหิตใดที่กดปุ่มระเบิดราชประสงค์ มือที่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตาย ย่านใจกลางธุรกิจของเมืองไทย ทั้งคนไทยและพี่น้องชาวต่างชาติ การสืบสวนหาคนร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่กระทำการอุกอาจนี้ได้ ต้องวางแผนเตรียมการหาทางหนีทีไล่มาอย่างรัดกุม

             มันเป็นเหตุการณ์อุบัติซ้ำ ที่เกิดขึ้นเสมอทุกมุมโลก แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่ามันจะเกิดในประเทศของเรา นี่เองที่คนไทยและคนทั้งโลกพากันสะท้านสะเทือนใจ ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อคือเพื่อนมนุษย์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

             ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้น ใจโลกพากันสั่นไหวให้เราเห็นได้ในสื่อสังคม ยังไม่มีใครพยายามสำรวจว่ามีการแสดงความเห็นสักกี่ความเห็น ในโลกโซเชียลมีเดีย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้แต่ว่าเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาทีไรในวันสองวัน เราก็จะได้เห็นข้อความแสดงความรู้สึกจากใครต่อใคร โดยเฉพาะในหมู่คนไทยด้วยกัน ระเบิดคราวนี้มันสั่นไหวและกระชากใจ กระชากความรู้สึกของคนไทยเกือบทั้งประเทศ พวกเขาพากันแสดงออกด้วยการเขียนข้อความในสเตตัสของตนเอง ระบายความรู้สึก สาปแช่งประณาม ในขณะที่หลายคนทำตัวเป็นนักวิชาการ วิเคราะห์หาต้นตอของคนที่สั่งการและผู้อยู่เบื้องหลัง หลายคนได้ใช้ทั้งข้อความและรูปภาพ สื่อถึงความรู้สึกและสำนึกรักชาติขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

             รูปธงชาติไทย ถูกนำมาใช้พร้อมด้วยข้อความแสดงถึงความห่วงใยและรักชาติ บางรูปนำเสนอเป็นสัญญะเหมือนประเทศไทยเป็นใครสักคนหนึ่ง ที่ผ่านพบเรื่องเลวร้ายมาครั้งแล้วครั้งเล่า นั่งอยู่อย่างท้อแท้ แต่ก็มีใครบางคนมาคุกเข่า และกล่าวคำห่วงใย ภาพและความรู้สึกในทำนองนี้มักไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก แต่ในเวลานี้ หลายคนพากันบอกรักประเทศไทย ให้กำลังใจและปลุกปลอบให้เข้มแข็ง และสัญญาว่าเราจะก้าวไปด้วยกัน

             มันอาจดูดราม่าอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าเป็นการแสดงออกที่ดี ความรู้สึกที่ดีนี้ถูกกระตุ้นโดยสถานการณ์เลวร้าย ที่คนไทยพากันเห็นผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม มันเป็นสำนึกของความมีมนุษยธรรม ที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไขทางการเมือง โชคดีที่มันยังหลงเหลืออยู่ในจิตใจของผู้คน ส่วนสำนึกรักชาติที่เกิดขึ้นในจิตใจของชาวไทยในวาระนี้ ก็ดูบริสุทธิ์ ปราศจากการครอบงำและอคติทางการเมือง ด้วยว่า คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่า การก่อการร้ายในครั้งนี้ น่าจะมาจากเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ มากกว่า การกระทำจากคู่ขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ

             การแสดงความรู้สึกในทำนองนี้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา ยิ่งมีสื่อสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้มันได้ในฐานะช่องทางการสื่อสาร เราก็ได้เห็นการแสดงออกเช่นนี้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง แต่มันมีการแสดงออกอีกแบบหนึ่งที่คนรับสารจะต้องใคร่ครวญและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน นั่นคือการแสดงความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้น บนความคิดเห็นที่ปราศจากข้อมูลหลักฐานมายืนยันและตรวจสอบ ซึ่งมาจากผู้ที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป กับกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “นักวิชาการ”

             การแสดงออกของนักวิชาการทั้งตัวจริงและสมัครเล่น ที่น่าเป็นห่วงก็คือการพยายามจะวิเคราะห์และหาคำตอบถึงผู้ลงมือกระทำการไร้มนุษยธรรมนี้ แต่ละคนก็มีทฤษฎีและความเชื่อส่วนตัวเป็นพื้นฐาน แต่ขาดพยานหลักฐานมาสนับสนุน สิ่งที่ทำได้ก็คือการคาดการณ์ถึงความน่าจะเป็น ที่มีทั้งระดับความมั่นใจแบบ “ฟันธง” ไปจนถึงระดับเพียงแค่ตั้งสมมุติฐานบางประการ

             จึงไม่แปลกที่เราได้เห็นใครบางคนลงความเห็นว่า นี่คือการกระทำของกลุ่มอำนาจเก่าเจ้าประจำ ที่เป็นคู่รักคู่แค้นกับรัฐบาลทหาร บางคนก็สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมือง บางคนก็โยงไปถึงการก่อการร้ายจากองค์กรข้ามชาติ แน่นอนทั้งหมดยังปราศจากหลักฐานยืนยันมากพอที่จะ “ฟันธง” ได้ว่าเกิดจากฝีมือของใครกันแน่

             ในโลกของสื่อสาธารณะ ที่ ถูก ผิด ใช่ ไม่ใช่ อยู่บนปลายนิ้วของเรา มันง่ายมากที่จะลงความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากความเชื่อ และความคิดของแต่ละคน การส่งปล่อยความคิดเห็นของเราสู่สื่อสังคมง่ายมากแค่กระดิกปลายนิ้ว แต่ผลที่เกิดขึ้น ดี ร้าย เป็นสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดา การแสดงความเห็นสาธารณะในหลายครั้งจึงนำมาสู่ความขัดแย้งให้บานปลาย ขยายผลต่อไปอีก

             ระเบิดราชประสงค์ เป็นเหตุการณ์ที่สะท้านโลก สะท้านใจของชาวไทยและคนทั่วโลก เรามีสิทธิแสดงความรู้สึกได้ตามที่แต่ละคนรู้สึก แต่เรื่องความคิดเห็นชี้ถูก ชี้ผิด กลับเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญทั้งคนส่งสารและคนรับสาร.