
บริหารงานตำรวจเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน
บริหารงานตำรวจเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน : โลกตำรวจ ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตู้ ปณ.1078 ปท.เกษตรศาสตร์
ความหวั่นไหวและตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับ ว่าที่ผู้นำตำรวจคนที่ 11 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เกี่ยวกับระยะเวลาราชการที่เหลืออยู่ หรือความอาวุโสที่น้อยกว่า พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ มิได้เป็นเพียงข้อกังขาของเหล่าบรรดาตำรวจแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ผู้สื่อข่าวและคนที่สนใจสังคมตำรวจเองก็มีข้อสงสัยเคลือบแคลงใจในประเด็นนี้เช่นกัน
ระยะเวลาราชการที่ยังเหลืออยู่อีกมากซึ่งแตกต่างจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านอื่นๆ ที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่ เสียสละ ให้ผู้ที่มีอายุราชการเหลือน้อยกว่าได้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ และเมื่อถึงเวลาจึงเข้ารับตำแหน่งก็ยังไม่น่าจะช้าหรือสายเกินไปและเข้าข่ายหลักการประสานประโยชน์ มากกว่าอีกด้วย”
ในส่วนประเด็นเรื่อง "ความอาวุโส” นั้นมีการตั้งคำถามว่าการตัดสินใจบริหารงานบุคคลในโลกของตำรวจของ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อาสาเสนอตัวเข้ามาคืนความสุขให้ประชาชนในยามที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายจนทำให้ความศรัทธาที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายตกต่ำไปด้วยนั้นเป็นการเข้ามาปฏิรูปให้ระบบการบริหารงานและการบริหารบุคคลในโลกของตำรวจ ดีขึ้นจริงหรือ?
หรือว่ากระทำการในรูปแบบของการใช้อำนาจภายนอกองค์กรแทรกแซงการบริหารงานตำรวจไม่แตกต่างจากนักการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมา?
เพราะเหตุว่า ระบบอาวุโสเป็นระบบคุณธรรมประการเดียวที่ยังคงทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้บ้างว่า "เป็นการบริหารงานบุคคลที่เป็นธรรมในโลกของตำรวจ”
“ถ้าขึ้นมาจนถึงระดับรองผบ.ตร.แล้วไม่ต้องมาพูดเรื่องความรู้ความสามารถ เชื่อเถอะว่าทุกคนมีความรู้ ความสามารถ ทำได้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น การเลือกใช้ระบบอาวุโสสำหรับผู้นำสูงสุดจึงน่าจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ายังมีความเป็นธรรม มีระบบคุณธรรมหลงเหลืออยู่" นายตำรวจใหญ่กล่าว
แต่ทำไมเงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่ถูกใช้กับระดับสารวัตร ผู้กำกับ ผู้บังคับการบ้าง?
บทความนี้มิได้ต้องการนำเสนอให้เห็นว่า "ใครควรที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร.”
เพียงแต่อยากชวนให้ผู้อ่านทุกท่านกลับมาครุ่นคิด และไตร่ตรองว่า
การตั้งหลักในการพัฒนาองค์กรตำรวจที่ได้สะสมวัฒนธรรมการบริหารงานบุคคลที่ไม่เป็นธรรมมานานแสนนาน รวมถึงการสะสมวัฒนธรรมการทำงานของผู้นำที่มุ่งสร้างผลงานโดยมิได้คำนึงถึงการสนับสนุนทรัพยากรในการทำงานมานานแสนนานด้วยนั้น ทำให้เกิดผลกระทบมากมายในการทำงานในโลกของตำรวจ เช่น การได้ผู้บังคับบัญชาที่มีความรู้ความสามารถที่ต่ำกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา
การมีผู้นำที่ไม่คำนึงถึงการบริหารจัดการทีมที่ดี เนื่องมาจากให้ความสนใจแต่เพียงรายได้และผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการทำงาน หรือทำงานโชว์สร้างชื่อและภาพจำให้แก่ตนเองโดยมิได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งๆ ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างงานเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ
ภาวะทุนต่อทุน พวกต่อพวก เครือข่ายเชื่อมเครือข่ายกลับมีพลังอำนาจและมีอิทธิพลสูงต่อความเจริญก้าวหน้ามากกว่าการพยายามต่อสู้ ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคในการทำงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมด้วยการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม จนกระทั่งมีการรับรู้ในวงกว้างว่าตำรวจมีลักษณะสะสมทุน หรือทุนนิยมสูง
ทั้งๆ ที่มักมีการนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกับการรับรู้ดังกล่าวโดยแสดงให้เห็นว่าตำรวจเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูงและตกอยู่ในสถานะเป็นหนี้สูงด้วย
ทั้งหมดทั้งปวงของปัญหาการทำงานของตำรวจนั้นได้ตกผลึกความคิดแล้วว่าเกิดขึ้นจากความล้มเหลวของระบบการบริหารงานบุคคลเป็นแก่นแกนหลักของปัญหา
ปัญหาที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนานจนมิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า บุคคลที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับต่างๆ ที่แซงหน้ารุ่นพี่มากมายชนิดที่เหล่าบรรดาตำรวจนิยมใช้คำว่า "ข้ามหัว เหยียบหัว เตะเพื่อน เตะพี่” และอีกมากมายมาด้วยกันทั้งสิ้น หรือว่าแท้ที่จริงแล้ว ระบบอาวุโสไม่ได้มีอยู่จริงในโลกของตำรวจมานานแสนนานแล้ว
สิ่งที่เรียกว่า "ระบบอาวุโส” เป็นเพียงพยายามที่จะเพิ่มความเป็นธรรมในแก่ตำรวจผู้ที่จ่อคิวอยู่แต่ขึ้นไม่ได้เสียทีจำนวนหนึ่งในระดับต่างๆ เช่นระดับหัวหน้าสถานี ระดับผู้บังคับการ เป็นต้น
นอกเหนือจากประเด็นอาวุโสแล้วนั้น ประเด็นที่อาจทำให้เข้า หลักการประนีประนอม เข้าข่าย ประสานประโยชน์ หรือ สมบัติผลัดกันชม ยิ่งไม่สมควรนำมาใช้เป็นข้อพิจารณาอย่างยิ่งในยุคที่ต้องการปฏิรูปตำรวจเพื่อให้การบริหารงานตำรวจเป็นที่ศรัทธาของไพร่พลตำรวจและประชาชน
ดังนั้นคำถามที่ควรจะถาม คือ
ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำตำรวจคนที่ 11 ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยที่สำคัญและการปฏิรูปตำรวจนี้ ควรจะมีคุณสมบัติ ประสบการณ์ และความสามารถที่เด่นชัดประการใด
มิได้หมายความว่า ท่านใดท่านหนึ่งมีความสามารถมากกว่าท่านอื่นๆ แต่คุณลักษณะที่เหมาะสมกับการบริหารองค์กรในยุคนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด
สิ่งสำคัญที่ท้าทายให้พิสูจน์คือ ทุกท่านเป็นบุคลากรที่มากความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ดังนั้นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เปิดพื้นที่ ให้ทุกท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่าง เต็มที่ ถูกที่ ถูกทาง ด้วย
มิใช่เพื่อบำรุงขวัญของคนทำงาน แต่เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน!!!



