
อย่าตั้งรับบนความประมาท
อย่าตั้งรับบนความประมาท : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2558
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ สายสีต่างๆ ทั้งในส่วนที่การก่อสร้างไม่ค่อยคืบหน้า ความล่าช้าจากการประมูลด้วยปัญหาต่างๆ นานา รวมไปถึงบางสายที่งานโยธาเสร็จสิ้นแล้วเกือบ 100% ก็จะให้เปิดบริการรวดเร็วขึ้น อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางซื่อ-บางใหญ่) ระยะทาง 23 กิโลเมตร ซึ่งขบวนรถไฟฟ้า 3 คันแรกจากประเทศญี่ปุ่นจะมาถึงประเทศไทยในปลายปีนี้ และจะเริ่มทดลองเดินรถประมาณเดือนธันวาคม คาดหมายว่า ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเปิดบริการประชาชนได้ ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดเดิมขององค์การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ที่วางไว้ช่วงเดือนสิงหาคม นี่คือหนึ่งในหลายๆ มาตรการที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดให้เกิดความก้าวหน้า มิใช่เพียงเป้าหมายการขนส่งเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอยู่ขณะนี้ด้วย ซึ่งรัฐบาลก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันทุกแผนอย่างเป็นระบบไปพร้อมกัน
ประเทศไทยที่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ต้องอาศัยเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวหลักๆ อย่างเช่น การลงทุน การส่งออก ภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ต้องอาศัยการจับจ่ายใช้สอยและการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุนภาครัฐ แต่ที่ผ่านมาพบว่า เครื่องจักรแต่ละตัวเดินไม่สะดวก ติดๆ ขัดๆ โดยเฉพาะการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ยอมรับประมาณการติดลบ 3% ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตามด้วยตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่ระดับ 2.8% ซึ่งคาดหมายกันว่า ครึ่งปีหลังที่เหลือ ทุกภาคส่วนจะต้องทำงานกันอย่างหนักในแผนตั้งรับเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อนขึ้น อย่างเช่นการเกาะติด มาตรการลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งกระทบกับการส่งออกและนำเข้าของไทยทั้งในฐานคู่แข่ง และคู่ค้า รวมไปถึงการลงทุนเมกะโปรเจกท์ เช่น ่รถไฟทางคู่มูลค่า 4 แสนล้านบาท ที่จะใช้มาตรฐานความกว้างของราง 1.435 เมตร อันล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีนำเข้าจากแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ยังถูกตั้งข้อสงสัยถึงความคุ้มค่า ไม่เสียเปล่า
ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่เห็นกันอยู่ว่า การประกาศลดค่าเงินหยวนของจีน ได้แสดงให้โลกรับรู้ว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองรองจากสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในอาการป่วย ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ออกมาแม้ไม่ใช่เป็นการประกาศสงครามทางการค้ากับเบอร์หนึ่ง หากแต่การปรับลดค่าเงินที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ ย่อมกระทบถึงประเทศไทยในสองสถานะดังกล่าวมาอย่างยากจะหลีกเลี่ยง สถานการณ์ของประเทศไทยในห้วงเวลาที่คาดกันว่าจะยากเย็นแสนเข็ญนับจากนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันฝ่าฟันไปให้ได้ สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ "สัญญาณ” จากรัฐบาลที่จะเป็นเรือธง วางยุทธศาสตร์โดยทีมเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีชุดเก่าหรือว่าจะปรับเป็นชุดปรับใหม่ตามที่มีข่าวมาตลอดก็ตาม
กระนั้น ในท่ามกลางกระแสธารแห่งความวิตกกังวลจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกที่เชื่อกันว่าจะซึมยาวนั้น ก็ยังมีความเห็นในทำนองปลอบประโลมจากบางฝ่ายเช่นว่า เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ อย่างกรณีค่าเงินหยวนนั้น ค่าเงินบาทเองก็อ่อนค่าลงไปในระดับที่ไม่ทำให้เสียเปรียบแล้ว หรืออย่างการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ที่ปรับตัวลดลง แต่ก็ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำสุดแล้ว ทิศทางในห้วงเวลาข้างหน้าจึงขึ้นกับเศรษฐกิจโลก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ ยกเว้นปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจจะควบคุมได้ ข้อมูลจากทั้งสองฟากสองฝ่ายนี้ ย่อมเป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้องกลั่นกรองอย่างรอบคอบรอบด้าน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นการตั้งรับอยู่บนความประมาท



