
รัฐธรรมนูญกับกลไกกระชับอำนาจคสช.
รัฐธรรมนูญกับกลไกกระชับอำนาจคสช. : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น
ภายใต้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ที่เขียน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ พร้อมมอบหน้าที่พิเศษในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความปรองดองในแบบฉบับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการ และให้มี ส.ว.ชุดประเดิมรัฐธรรมนูญใหม่มาจากการสรรหาภายใต้การกำกับของ “คณะรัฐมนตรี” ชุดที่มีอำนาจ ณ วันที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ จำนวน 123 คน ทำหน้าที่ประกบกับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง 77 คน
ในบริบททางการเมือง ล้วนมองออกอย่างทะลุว่า เป็นกลไกประคองและกระชับอำนาจ “คสช.” ณ วันที่พ้นจากเก้าอี้แห่งอำนาจ
แม้การชี้แจงของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะยืนยันว่า การให้อำนาจพิเศษแก่กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่ใช่เป็นการให้อำนาจซ้อนอำนาจรัฐบาลใหม่ หรือสืบทอดอำนาจ เพราะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีสิทธิใช้อำนาจพิเศษเมื่อมีการก่อเหตุจลาจล จนรัฐบาลขณะนั้นรับมือไม่ไหวหรือคุมสถานการณ์ไม่อยู่
แต่ในเวทีของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถกถึงรายละเอียดก่อนได้บทสรุปมีโจทย์เดียวที่สั่งให้พิจารณา คือ การคงอำนาจ คสช. ให้สืบทอดไว้
จากเนื้อในของ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ” แบ่งโครงสร้างได้ 3 ระดับ คือ 1.กรรมการที่ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจเต็มอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อการกำกับทิศทางของประเทศ และกรรมการส่วนนี้เรียกได้ว่า ส่วนใหญ่อยู่ข้างเดียวกับ “คสช.”
2.กรรมการ จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภา นายกฯ และประธานศาลฎีกา ซึ่งมีสถานะเป็นผู้มากบารมีและสังคมยำเกรง หากได้คนดีเข้ามาแปลว่ากลไกต่อรองกับคู่ขัดแย้งทำได้ง่ายขึ้น และ 3.กรรมการ จำนวน 11 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยการแต่งตั้งของรัฐสภา แน่นอนว่าต้องเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับ-มีฐานมวลชนสนับสนุน เพื่อเข้ามาสร้างความเชื่อมั่นและสยบการปลุกระดมต่อต้าน
เหตุที่ต้องมีกรรมการใน 3 โครงสร้าง ปมวิเคราะห์ที่ชี้ชัด คือ เพื่อคานงัดกับผู้บริหาร และเพื่อเป็นกลไกป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหมือนการชุมนุมที่เป็นวิกฤติการเมือง ช่วงปี 2551 ที่ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจออกมาปฏิบัติการทวงคืน
สำหรับกลไกงัดค้าน นอกจากกรรมการยุทธศาสตร์ฯ แล้ว ยังมีกลไกของ “ส.ว.สรรหา 123 คน” ที่ “ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์" เป็นผู้คัดเลือก
ทำไมต้องเป็น ครม.-ประยุทธ์นั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอธิบายตรงกันว่า ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้เลือกตั้งและสรรหา ส.ว.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันนับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่เกี่ยวข้องมีผล หากให้ ครม. ที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการ อาจล่าช้า ไม่ทันเวลา แม้กติกาจะกำหนดให้มีเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 90 วัน แต่ต้องบวกเวลาในกระบวนการเปิดสมัยประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก–การเลือกนายกฯ-แต่งตั้ง ครม. ทำให้ใช้เวลาเกิน150วัน ดังนั้นหากให้ ครม.ชุดที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ จะได้หมดปัญหาเงื่อนเวลา
ประเด็นตั้งล็อกเวลา หากมองลึกถึงไส้ในการเมือง นั่นจะหมายถึงเพื่อให้อำนาจ ครม.-ประยุทธ์ เลือกคนที่ไว้ใจเข้ามาทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกัน เหมือนกับ ส.ว.ยุคที่ผ่านมา ที่สามารถงัดข้อ-เอาชนะรัฐบาลพลังประชาชน-เพื่อไทยมาแล้ว และแม้ ส.ว.ชุดที่ ครม.สรรหาจะมีเวลาทำงานเพียง 3 ปี... แต่ก็เป็น 3 ปีที่มีค่า หากคนที่ไว้ใจทำงานสู้แทนได้เต็มที่
ตอนท้ายนี้ ขอย้อนความในบทบัญญัติที่ว่าด้วยอำนาจพิเศษของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก่อนหน้านี้ ในที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยนำมาพิจารณาแล้วช่วงทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับต้นแบบ ซึ่ง “บวรศักดิ์” เป็นผู้นำเสนอโดยได้ไอเดียมาจากรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ.1958 มาตรา 16 ที่ให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีต่อการแก้ไขวิกฤติทางการเมือง ความมั่นคงแห่งชาติที่ถูกคุกคาม ตอนนั้นตัวบทได้ปรับปรุงให้เป็นอำนาจเต็มของนายกฯ
ครานั้นที่ประชุมเสียงข้างมากโหวตให้ตัดออก ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ไม่เชื่อว่ามาตรานี้จะแก้ปัญหาได้ และกังวลว่า บทบัญญัตินี้จะเป็นเสมือนการยื่นดาบให้โจร กรณีที่รัฐบาลเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสียเอง หากเป็นเช่นนั้นประชาชนอาจถูกทำร้าย เกิดการสูญเสียได้ รวมถึงมาตรการนี้จะทำลายหลักความเป็นประชาธิปไตย และทำลายความเข้มแข็งของประชาชน
แต่เมื่อถึงนาทีสุดท้าย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนท่าที แม้จะรู้สึกอึดอัดแต่ต้องกัมหน้ายอมรับ เพราะ เป็นความต้องการของผู้มีอำนาจที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบ และปราศจากการถูกไล่เช็กบิล



