คอลัมนิสต์

 พ้นวิกฤติแล้วอย่าลืมบทเรียน

พ้นวิกฤติแล้วอย่าลืมบทเรียน

17 ส.ค. 2558

พ้นวิกฤติแล้วอย่าลืมบทเรียน : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2558

             เริ่มมีสัญญาณจากกรมชลประทานมาแล้วว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำในห้วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยแล้งที่ผ่านมาแล้ว โดยมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่าตัว ทำให้มีน้ำใช้การได้ถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร และตั้งความหวังเอาไว้ว่า นับจากนี้ไปถ้าหากมีพายุเข้ามาอีกลูกหนึ่งก็จะทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการระบายน้ำออกจากเขื่อนจำเป็นต้องลดลงจากวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บเอาไว้ในเขื่อนให้มากที่สุด และในช่วงนี้ี้คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำจะยังคงเฝ้าูระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการพิจารณาปริมาณน้ำฝนที่เริ่มตกหนักติดต่อกันมาระยะหนึ่งแล้ว

             อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา แสดงตัวเลขไว้ว่า อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 33,950 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่างทั้งหมด 70,370 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้งานได้จริง 10,447 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า นับจากนี้ต่อไปอีกประมาณ 2 เดือนเศษ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงฝนฟ้าที่จะต้องไม่ทิ้งช่วงและตกหนักมากพอที่จะทำให้ระดับน้ำในเขื่อนขึ้นไปอยู่ในจุดปลอดภัย คือใกล้เต็มอ่างเหมือนเมื่อช่วงฤดูฝนปี 2555 ก่อนที่รัฐบาลขณะนั้นจะตัดสินใจพร่องน้ำจนทำให้เกิดภาวะวิกฤติภัยแล้งเป็นลูกโซ่ต่อมาอีก 3 ปี เวลานับจากนี้จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการ ”น้ำต้นทุน” ของคณะกรรมการชุดต่างๆ โดยแท้

             ขณะเดียวกัน การบริหารน้ำเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทานในปีหน้าก็ยังถือว่าอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงพอสมควร โดยเฉพาะการทำการเกษตรใช้น้ำมากอย่างเช่นนาข้าว ที่อาจจำเป็นต้องงดเว้นการทำนาปรังต่อไป ในกรณีที่ระดับน้ำต้นทุนไม่สามารถกักเก็บได้ตามเป้าหมาย ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมไปถึงการบริโภคในระดับครัวเรือน สุดท้ายก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับยอดการส่งออกเป็นติดลบถึงร้อยละ 3 ซึ่งถือว่าตกต่ำสูงสุดเป็นครั้งแรก สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่นับรวมถึงกรณีประเทศจีนลดค่าเงินหยวนลง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าในตลาดเดียวกับจีน แม้จะสามารถถัวเฉลี่ยการนำเข้าสินค้าต้นทุนจากจีนได้ก็ตาม

             สัญญาณที่บอกว่า เขื่อนใหญ่พ้นจากภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำ ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับประเทศไทย แต่ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจที่ดูเหมือนจะผ่านพ้นวิกฤติไปได้แล้วนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการน้ำจะต้องไม่หลงลืมแผนการระยะยาวเพื่อบรรเทาความแห้งแล้งในสถานการณ์วิกฤติ ตัวอย่างกรณีประปาปทุมธานีขาดแคลนน้ำดิบสำหรับการผลิตประปา ทำให้ต้องคิดถึงการจัดสร้างแหล่งน้ำดิบตามธรรมชาติ อย่างเช่น สระน้ำพระราม 9 ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของกระทรวงการคลังบริเวณคลองห้ากับคลองหก จ.ปทุมธานี ซึ่งมีความจุถึง 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานน้ำเพื่อทำประปาในเวลาต่อมานัั้น น่าจะเป็นอีกแบบอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรจัดสร้างไว้ในหลายๆ พื้นที่ เพราะเป็นโครงการที่ยังประโยชน์ทั้งอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยไม่จำเป็นต้องเอาทรัพยากรป่าไม้ไปแลกอย่างไม่คุ้มค่า เช่นการตั้งหน้าตั้งตาวางแผนสร้างเขื่อนทุกครั้งเมื่อการจัดการน้ำล้มเหลว