
โฉมหน้าครม.ชุดใหม่
โฉมหน้าครม.ชุดใหม่ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2558
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า การปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เป็นการปรับใหญ่สลับสับเปลี่ยนกันทุกกระทรวง แต่รายชื่อที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไปนั้น นายกรัฐมนตรีปฏิเสธ ทั้งยังบอกว่า บางคนที่เป็นข่าวก็ไม่ได้ทาบทาม กระนั้นตามสังเกตจากรายชื่อที่ปรากฏหลายคนได้รับการยอมรับในเรื่องผลงานด้านเศรษฐกิจ และการต่างประเทศ ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์ตามนั้นก็จะพบว่า งานทั้งสองด้านนี้น่าจะต้องปรับปรุง หรืออาศัยการขับเคลื่อนด้วยบุคคลใหม่ๆ ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรียืนยันว่าการปรับออกไม่ได้หมายความว่า จะเกิดปัญหาขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกก็ปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็ไม่เห็นประเทศไหนปรับคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม การปรับคณะรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการบริหารงานของทุกรัฐบาล แม้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์จะมาจากการรัฐประหารและมีอำนาจเบ็ดเสร็จ จะปรับอย่างไร หรือไม่ปรับใดๆ ก็ย่อมได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงก็คือ นายกรัฐมนตรีก็จำเป็นต้องรับฟังเสียงจากประชาชนประกอบการพิจารณาไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องของปากท้อง ที่กระทบถึงทุกคนในสังคม อย่างเช่น การแก้ปัญหาการส่งออกของประเทศที่ย่ำแย่ข้ามปีและกระทบถึงทุกคนเป็นลูกโซ่ ซึ่งจะต้องบูรณาการการทำงานของหลายกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มีศักยภาพมากพอที่จะสั่งการทุกกระทรวงแทนนายกรัฐมนตรีเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็สามารถเลือกเฟ้นบุคคลได้โดยอิสระ ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองที่จะต้องคำถึงถึงเสียงสนับสนุน และผลประโยชน์อื่นๆ เกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะตามมา
ในทางกลับกัน การไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่า นายกรัฐมนตรีจำเป็นจะต้องแต่งตั้งนายทหารที่เรียกกันว่า “คนใน” เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเสมอไป แม้ที่ผ่านมา ในระยะแรกของการจัดตั้งรัฐบาล อาจจำเป็นต้องเน้นในเรื่องความมั่นคงจึงให้น้ำหนักรัฐมนตรีที่มาจากทหาร แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมาถึง 1 ปี พบว่า เรื่องเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน แม้ว่าสภาพความซบเซาได้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ดัชนีชี้วัดหลายตัวก็ฟ้องว่า เศรษฐกิจของไทยอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะการส่งออกที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนกลับตกอยู่ในสภาวะถดถอย และจำเป็นจะต้องบูรณาการการบริหารงานหลายกระทรวงไม่เฉพาะแต่กระทรวงพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งในระยะยาวจะเกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม ซึ่งน่าจะรวมถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วยต่างหาก
แม้ว่าตามรายชื่อที่ปรากฏทางสื่อมวลชน แต่นายกรัฐมนตรีปฏิเสธหรือไม่ตอบรับ แต่ก็ทำให้เห็นแนวโน้มว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ได้ให้น้ำหนักไปที่เรื่องเศรษฐกิจตามกระแสเรียกร้อง โดยเฉพาะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาเป็น “เจ้าภาพ” ขับเคลื่อน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะต้องตอบโจทย์ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่เป็นปัญหาเดิมอย่างเช่น มาตรฐานการบิน การประมงผิดกฎหมาย และการวางนโยบายในระยะยาวอันเกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ซึ่งจะต้องอาศัย “วิสัยทัศน์” มองปัญหาทะลุไปถึงทุกๆ ส่วนของสังคมอันจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ชาติต่อไปด้วย ทั้งหมดนี้ นายกรัฐมนตรีก็จะได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีผลประโยชน์หรือการต่อรองอื่นใด เหมือนรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง



