คอลัมนิสต์

ความเสมอภาค

ความเสมอภาค

13 ส.ค. 2558

ความเสมอภาค : บทบรรณาธิการ 13 ส.ค. 58

 
                       ในที่สุดการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็บังเกิดความชัดเจนขึ้นเมื่อคณะทำงานที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ได้ข้อสรุปว่าสามารถทำได้ไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากเข้าข่ายองค์ประกอบการกระทำผิดตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้ง 7 ข้อ ที่ผู้ถูกตรวจสอบมีคดีร้ายแรงติดตัวและถูกออกหมายจับแต่อยู่ระหว่างหลบหนีถึง 5 คดี ส่วนปัญหาก่อนหน้านี้คือ ระเบียบนี้ต้องใช้กับบุคคลที่ยังรับราชการหรือมียศตำรวจ จะสามารถใช้บังคับกับผู้ที่อยู่นอกราชการได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้กฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไปแล้วเมื่อปี 2554 ว่าสามารถกระทำได้เพราะยังถือเป็นบุคคลที่อยู่ในราชการตำรวจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการถอดยศไปแล้ว 636 รายโดยไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
                       ต้องยอมรับว่าการถอดยศอดีตนายกรัฐมนตรีที่หนีคดีอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ คาราคาซังมานานหลายปี หลายรัฐบาล จากอิทธิพลทางการเมืองที่อำนาจรัฐถูกควบคุมโดยพรรคใหญ่ในสังกัด ส่งนอมินีขึ้นมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เรื่องจึงเงียบไปโดยไม่มีใครอยากหยิบยกขึ้นมา แม้ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา (สบ 10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นประธานการพิจารณาได้ส่งผลสอบไปยังผู้บังคับบัญชาถึง 3 ครั้ง รวมทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ได้ออกมาสำทับไปยังหลายหน่วยงานที่ส่งเรื่องขอความคิดเห็นมา ว่าสามารถถอดยศได้ก็ตาม แต่ ผบ.ตร.หลายคนรวมถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็ไม่กล้าลงนามเสนอเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จนสร้างความแคลงใจให้แก่สังคมถึงการเป็นอภิสทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมายของอดีตผู้นำประเทศคนนี้
 
                       หลายหน่วยงานทั้งองค์กรการเมือง และนักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวทั้งเรียกร้อง ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดยสนับสนุนแนวทางในการปฏิรูปประเทศ เร่งออกคำสั่งให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กลับมารายงานตัวโดยเร็ว และพิจารณาตั้งข้อหาและดำเนินคดี รวมทั้งให้นำคดีเข้าพิจารณาในศาลทหารในทันที กระทั่งให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนเพิกถอนหนังสือการเดินทางทางการทูต ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงเดินสายโจมตีการบริหารงานและท้าทายรัฐบาลที่มาด้วยวิธีพิเศษทั้งบนดินและใต้ดินอย่างไม่หยุดหย่อน
 
                       ดังนั้นมติถอดถอนยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกมาในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานในการปกครองประเทศโดยทัดเทียมกัน บนสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญยังเป็นแรงหนุนของการปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ปลอดการครอบงำโดยอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของความแตกแยกของคนในชาติอยู่ทุกวันนี้ คงเป็นเรื่องยากที่ พล.ต.อ.สมยศ จะยื้อเรื่องนี้ออกไปจนเกษียณ  สังคมกำลังจับตาดูถ้อยคำ "ใครทำผิดกฎหมายไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็จะจับ" หรือเป็นเพียงวาทะโจ๊ก ที่สำคัญยังเป็นการวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ว่าจะจัดการอย่างไรหากผู้ใต้บังคับบัญชายังคงเพิกเฉยต่อหน้าที่