
ปรับเร่งด่วนนโยบายไทยต่ออาเซียน(1)
ปรับเร่งด่วนนโยบายไทยต่ออาเซียน(1) : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
นโยบายไทยต่ออาเซียนต้องปรับใหญ่ วันนี้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐยังทำงานเอกเทศ ไม่ได้ร่วมมือกันเป็นยุทธศาสตร์เดียวกันอย่างที่คุยโม้กันมา ทั้งๆ ที่มีศูนย์เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน มีนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานตั้งขึ้นดูแลก็ตาม
ทุกวันนี้ที่สนามบินสุวรรณภูมิยังเห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายอาเซียนของไทย เนื่องจากสนามบินแห่งนี้เป็นประตูแรกที่ชาวอาเซียนและประเทศอื่นเข้ามาไทย ก็ยังขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนคืออะไรกันแน่ และที่แน่ๆ คือต้องมีป้ายมีแผ่นโฆษณา (หลายคนคิดว่ามันก็เท่านั้นเอง)
คอลัมน์นี้ชี้ถึงข้อบกพร่องอาเซียนเลน (Asean Lane) ที่สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นเวลา 2 ปี ไม่มีผลคืบหน้า ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงข้อความเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตอนแรกเอากระดาษเอ 4 มาปิด ต่อมาเป็นตัวอักษร ซึ่งก็ยังผิดอยู่ดี ที่แปลกที่สุดคือเวลาถามเจ้าหน้าที่ มักมีคำตอบว่า ผู้ใหญ่สั่งมา ถามต่อไปว่าใคร ไม่มีใครตอบ
โดยทั่วๆ ไปเจ้าหน้าที่สนามบินยังขาดความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในองค์ความรู้รวมของอาเซียนและภูมิภาค ประเด็นนี้น่าสนใจคือเรื่องอาเซียน เราชอบทำอะไรเอาหน้า ทำแบบลวกๆ ขอไปที สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่างที่ดี
ใครเคยสังเกตไหม เวลาขาออกและขาเข้าจะมีช่องอาเซียนเลน 2 ช่อง ส่วนอีกหนึ่งช่องมีช่องแอคเมคเลน (ACMEC Lane) ซึ่งย่อมาจากกรอบความร่วมมือที่มีชื่อเต็มว่า Ayewaddy-Chaophraya-Mekong-Economic Cooperation เคยถามเจ้าหน้าที่ประจำที่เช็กหนังสือเดินทาง คำตอบที่ได้คือ ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร บางคนนึกว่าเป็นองค์กรฝรั่ง
แอคเมคย่อมาจาก กรอบความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค มีสมาชิกที่มีแม่น้ำเจ้าพระยา อิระวดี แม่โขงไหลผ่าน ก็คือไทย พม่า ลาว เวียดนามนั่นเอง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวการค้าการลงทุนและการพัฒนา
ทั้ง 4 ประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน ไม่มีความจำเป็นต้องมีเลนพิเศษ หรือแอคเมคเลน ดัดแปลงเป็นอาเซียนเลนที่ 3 ยังดีเสียกว่า สมาชิกอีก 3 ประเทศไม่ได้บ้าจี้แบบสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวียดนามก็มีแต่อาเซียนเลน
การจัดระเบียบเดินเข้าไปเช็กหนังสือเดินทางที่สนามบิน เท่าที่สังเกตมีปัญหาที่แก้ไม่ตก คือเจ้าหน้าที่ประจำการไม่เข้มงวดต่อนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มาจากอาเซียน แบบไทยๆ ใครมาก่อนให้เข้าไป แบบนี้มีอาเซียนเลนไปทำไม สู้เปิด “เลนพิเรนทร์” ไม่ดีกว่ารึ ใครมาก่อนก็เข้าไปเลย ฟาสแทร็คให้หมด อัตลักษณ์อาเซียนสำคัญมากแต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้สึกอะไรกับความรู้สึกร่วมของการเป็นประชาคมอาเซียน อยากจะเสนอว่าต้องมีการเทรนเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่องทางเข้าและตรวจหนังสือเดินทางเกี่ยวกับอาเซียน ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ใช่แบบงูๆ ปลาๆ นอกจากนั้นต้องทักทายภาษาต่างๆ ในอาเซียนได้ด้วย
ที่ยกโทษให้ไม่ได้เลยคือที่ช่องแอคเมคเลนมีธงชาติกัมพูชาอยู่ทางด้านขวามือ ผู้เขียนได้ท้วงกับเจ้าหน้าที่ในช่องนี้ทุกๆ ครั้งที่ผ่านไป ไม่มีคนพูดอะไร ทำหน้างงๆ คิดว่าผู้เขียนเป็นคนขาดสติไม่เข้าใจว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
เจ้าหน้าที่กัมพูชาเห็นแล้วชอบใจเพราะการมีธงชาติติดอยู่ที่ประตูเข้าประเทศไทย มันราวกับว่าไทยเราเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้ใหญ่ที่ตัดสินเรื่องนี้เป็นใคร รับรองถ้ารู้หัวขาดแน่!) ซึ่งตามความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ประเด็นที่สำคัญมากๆ คือ นโยบายไทยต่ออาเซียนยังมีปัญหาไม่มีเอกภาพ เข้าใจไม่ตรงกัน นายกรัฐมนตรีประยุทธ์มาดูแลเอง ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลองคิดดู มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวโยงสามเสาหลักและกฎหมายรวมทั้งข้อบังคับและระเบียบต่างๆ ที่ต้องแก้ไขให้ทันก่อนวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ มีเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยๆ ยังมีกฎหมายถึง 106 ฉบับที่ต้องแก้ไข
เมื่อเป็นแบบนี้ ไทยเราจะเป็นฮับของอาเซียนอย่างที่นายกฯ ตั้งใจได้อย่างไร ชาติหน้าชาติไหนก็เป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น คงมีได้แต่ในจินตนาการเท่านั้น
สาเหตุที่ยกอาเซียนเลนที่สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นตัวอย่าง เพราะว่าเป็นเรื่องทำได้ทันทีไม่ต้องใช้เงินหรือเสียเวลา ประสานงานไม่มาก แค่สนามบินกับกองตรวจคนเข้าเมือง แต่ที่ผ่านมาก็ทำแบบไทยๆ นั้นแหละ ทำผิดๆ ถูกๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครใส่ใจเป็นเจ้าภาพ เห็นความมักง่ายของผู้บริหารที่ทำงานแบบผักชีโรยหน้า
จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อมองในภาพใหญ่ระดับนโยบายประเทศ กิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการรณรงค์เข้าสู่ประชาคมอาเซียนทั่วทุกจังหวัด ซึ่งใช้เงินไปเกือบ 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีประโยชน์แค่สร้างจิตสำนึกว่าเออีซีกำลังมา เราต้องเตรียมพร้อม
ที่เหลือตัวใครตัวมัน เอ้า...อย่ามาว่ากันนะ จัดสัมมนาไปแล้ว มีเอกสารยืนยัน (เอกสารที่พิมพ์มาก็ซ้ำๆ เป็นขยะเออีซี)



