คอลัมนิสต์

อย่าให้สังคมกังขาภาษีบาป

อย่าให้สังคมกังขาภาษีบาป

10 ส.ค. 2558

อย่าให้สังคมกังขาภาษีบาป : บทบรรณาธิการประจำวันที่10ส.ค.2558

             ข้อเสนอของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ส่งตรงไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอปรับแก้สาระสำคัญของมาตรา 190 เพื่อให้การใช้งบประมาณขององค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะนี้ กระทำโดยผ่านวิธีการงบประมาณ หรือผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และยังได้ย้ำสาระสำคัญในมาตรา 281 โดยกำหนดว่า องค์กรที่ดำเนินการตามลักษณะดังกล่าวจะบังคับใช้อีกไม่เกิน 4 ปี กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เนื่องเพราะไปกระทบกับ 3 องค์กรอิสระที่ใช้ภาษีพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนี้ ประกอบด้วย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และสำนักงานบริหารงานกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

             ภาษีพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเฉพาะวงการธุรกิจเหล้า บุหรี่ แต่วงการสิ่งแวดล้อมก็มี เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อม ที่ตัดเงินมาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่งบประมาณที่ได้จะใช้ในเรื่องของสาธารณประโยชน์เพื่อการพัฒนาของภาคประชาสังคม เป็นช่องทางให้ประชาชนระดับรากหญ้าได้พึ่งพาหรือสร้างจิตวิญญาณในพื้นที่สาธารณะ จนกระทั่งมีความเจริญเติบโตและมีบทบาทมากขึ้น และได้มีการปฏิบัติกันมาอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ ดังนั้นการยกร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างความกังขาให้แก่ผู้ไม่เห็นด้วยว่า หน่วยงานภาครัฐอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน คิดไปเองว่า 3 องค์กรที่ถูกกล่าวถึงนั้นมีอภิสิทธิ์ในการใช้เงินภาษีบาป แต่ลืมคิดไปว่า หากไม่มีองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ผลักดันแบบนี้ ภาครัฐก็จะไม่มีความสามารถทำงานพิเศษแบบนี้ได้
             
             เฉกเช่นเดียวกับเป้าหมายหลักของรัฐบาลที่มาโดยวิธีพิเศษก็ประกาศชัดเจนว่า จะลดความเหลื่อมล้ำให้แก่คนในประเทศ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ไม่เคยคิดที่จะไปตัดเงินที่ให้การสนับสนุนองค์กรสาธารณะเหล่านี้เลย เพียงแต่อยากทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยให้ไปหามาตรการในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนกันขึ้นมา ซึ่งกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกหน่วยงาน ทุกกองทุน จะต้องดำเนินการ โดยรัฐบาลจะสั่งการให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปดูการดำเนินงานภายในองค์กรมิได้ไปกลั่นแกล้งใคร

             การมีกฎหมายบัญญัติให้แบ่งจากภาษีบาป ที่มาจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา เป็นสิ่งที่มีเหตุผลและเป็นประกันว่าอย่างน้อยงบประมาณจำนวนที่แน่นอนจำนวนหนึ่งจะถูกนำมาใช้ในการสร้างเสริมสาธารณประโยชน์อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพโดยมิต้องผ่านมือนักการเมือง แต่การดำเนินงานที่ผ่านมาองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์เหล่านี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงเม็ดเงินที่ถูกเจียดอกไปร้อยละ 1.5- 2.0 จากภาษีบาป 2.7 ล้านล้านบาทนั้น มีความสัมฤทธิผลมากน้อยเพียงใด ผลที่ได้รับกลับมามีความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงไปหรือไม่ หรือใช้เงินกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย คำครหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อสังคมสามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้ นอกเหนือจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นจังหวะเหมาะที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้ชี้แจงแสดงเหตุผลเพื่อสร้างบรรทัดฐานเป็นแบบอย่างให้แก่หน่วยงานอื่นที่