คอลัมนิสต์

ทางแยกก่อนปลายทาง‘โรดแม็พ’

ทางแยกก่อนปลายทาง‘โรดแม็พ’

10 ส.ค. 2558

ทางแยกก่อนปลายทาง‘โรดแม็พ’ : ขยายปมร้อน โดย อนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna) สำนักข่าวเนชั่น

             ใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “โรดแม็พ” คำที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ใช้เป็นตัวแทนกรอบระยะเวลาการทำงานของ คสช.นับตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่ามาถึงทางแยกที่สำคัญ

             นั่นคือการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ขณะนี้ถูกกาไว้ในปฏิทิน อย่าง “ไม่เป็นทางการ” ในวันที่ 7 กันยายน เป็นตัวแปรที่จะชี้ว่า รัฐนาวาของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั้นจะขับเคลื่อนไปสู่ “ปลายทาง” ได้ด้วยเส้นทางแบบใด
 
             หากเมื่อวันนั้นมาถึง ไม่ว่าสมาชิก สปช.จะลงมติด้วยการขานเสียง หรือใช้วิธีลงคะแนนแบบใดก็ตามแต่ หากผลออกมาไปในทางพยักหน้าเห็นชอบ ซึ่งก็คือ เสียงสมาชิก สปช. 125 คนขึ้นไป จากทั้งหมด 249 คน เส้นทางไปสู่ “ปลายทาง” ของโรดแม็พก็จะเป็นแบบหนึ่ง
 
             แต่หาก สปช. “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เส้นทางของโรดแม็พก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แน่นอนมีกระบวนการเดินต่อเขียนไว้แล้ว หากแต่จะไม่พ้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกแรงเสียดทาน บ้างอาจมองว่าเสียเวลากับที่ผ่านมา ขณะที่บางคนอาจมองว่า นี่คือเส้นทางลัดในการต่ออายุรัฐบาล
 
             จับอาการ “นายกฯ ตู่” ในช่วงใกล้ฉากสำคัญนี้ เห็นว่าการให้สัมภาษณ์ตอบคำถามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงประเด็นการเมืองนั้นกลับมาในแบบนิ่งๆ ไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างที่มักพบได้บ่อยครั้งจากการตอบคำถามเรื่องการเมืองที่ผ่านมา รวมถึงกำชับ “ทีมโฆษกรัฐบาล” ให้งดตอบโต้ประเด็นการเมืองในช่วงหลัง พูดแต่เรื่องที่เป็นการทำงานเท่านั้น
 
             “ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญดีมีความเหมาะสม กับสถานการณ์วันนี้แล้วเห็นว่าสมควรจะผ่านก็ผ่านไป เดี๋ยวก็ต้องไปทำประชามติกับประชาชนอีก ส่วนจะผ่านหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ อย่าไปมองว่าจะต้องผ่านให้เร็วหรือให้ช้า หรือผ่านเร็วเพื่อจะได้เลือกตั้ง แต่ก็มีหลายคนบอกว่ายังไม่อยากให้เลือกตั้งอีก ขณะเดียวกันหลายคนก็บอกว่าที่ช้าเพราะอยากให้ผมอยู่ในตำแหน่งต่อ และกลายเป็น 2 พวกขึ้นมาอีก ผมไม่อยากให้มีการทะเลาะกันอีก”
 
             นายกฯ ตอบคำถามถึงกระแสข่าว คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ที่อาจโยงไปสู่ทางลัดการต่ออายุรัฐบาล และย้ำว่าให้เรื่องนี้ “เป็นไปตามธรรมชาติ” หากเส้นทางมาถึงจุดที่ต้องลุกจากเก้าอี้ ก็พร้อม

             นายกฯ ยังได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา อธิบายความหมายของ “การปฏิรูป” ที่ระยะหลังมีคนตั้งคำถามเรื่องนี้บ่อยขึ้น และย้ำเรื่องไม่คิดสืบทอดอำนาจ เป็นการอธิบายด้วยอารมณ์ที่นิ่ง ไม่เกรี้ยวกราดฉุนเฉียว
 
             ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล ให้ความเห็นต่อการ “ผ่านหรือคว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ไว้โดยกางปฏิทินไล่ตารางเวลาให้เห็นชัดๆ ว่าหากเกิดแบบไหนแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ย้ำกันให้เห็นอีกรอบ
 
             “หาก สปช.รับร่างรัฐธรรมนูญ ในเดือนกันยายน และผ่านประชามติในเดือนมกราคม จากนั้นจะใช้เวลา 2 เดือน ให้ กมธ.ยกร่างฯ ร่างกฎหมายลูก แล้วส่งให้ สนช.พิจารณาอีก 3 เดือน จากนั้นส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลา 1 เดือน และจัดการเลือกตั้งภายใน 3 เดือน หรือ 90 วัน นั่นแสดงว่า เดือนกันยายน 2559 จะเลือกตั้ง
 
             แต่ถ้าคว่ำรัฐธรรมนูญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นใหม่ ก็จะต้องร่างให้เสร็จภายใน 6 เดือน และใช้เวลาในการลงประชามติ 4 เดือน และจากนั้นก็อยู่ที่ขั้นตอนการทำกฎหมายลูก และส่งศาลรัฐธรรมนูญ อีก 9 เดือน จึงจะมีเลือกตั้ง ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เสียเวลาเพิ่มคือ การที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 6 เดือน"
 
             จากความเห็นทางฝั่งรัฐบาลเช่นนี้ มองได้ว่า “ครม.บิ๊กตู่” ที่จะมีอายุครบ 1 ปี หลังเข้ามาบริหารประเทศ ในวันที่ 4 กันยายนนี้ มีการเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร เมื่อผลออกมาในทางใด เพราะผลการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ของ สปช. ในช่วงต้นเดือนกันยายนนั้นจะทำให้เห็นภาพเส้นทางชัดเจนขึ้นว่า จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศอีกแค่ไหนอย่างไร

             อย่างไรก็ตามไม่ว่าทางแยกนั้น จะทำให้ระยะเวลาโรดแม็พไปสู่การเมือกตั้งออกมาเป็นเช่นไร อีกภาพหนึ่งที่ต้องทำให้ชัดคือ ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า “จะได้อะไรจากเวลาที่เหลือตรงนั้น” !!