คอลัมนิสต์

ต้องถอดรื้อวิธีคิด

ต้องถอดรื้อวิธีคิด

07 ส.ค. 2558

ต้องถอดรื้อวิธีคิด : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

              พลันที่มีกระแสข่าวว่า กรมชลประทานเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 สั่งการให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เสียงคัดค้านและตำหนิกรมชลประทานก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที การขยับในเรื่องนี้ของกรมชลประทาน จะเป็นการทำไปโดยเจตนาจริงๆ หรือเป็นการโยนหินถามทางก็แล้วแต่ บอกได้คำเดียวว่า กรมชลประทานกำลังมีปัญหาในเรื่องระบบคิด ยังคิดอยู่ในกระบวนทัศน์แบบเดิมๆ ซึ่งดูน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

              ตอนนี้ผมคิดว่าคนไทยหลายคนไม่สนใจหรอกว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบ้าจี้พลอยเห็นดีเห็นงามไปกับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ แต่ที่เขาเป็นห่วงก็คือ ระบบคิดในการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับน้ำต่างหาก

              เราไม่ต้องย้อนไปดูข้อมูลเก่าๆ ให้เสียเวลา ดูกันช่วงภัยแล้งที่ในสอง-สามเดือนก่อนนี่แหละ เขื่อนหลักๆ มีปัญหาเรื่องไม่มีน้ำสำหรับผันออกไปใช้บริโภคและอุปโภค เพราะฝนฟ้าไม่ตก เหตุที่ฝนไม่ตกก็เพราะระบบนิเวศของเราพังพินาศเกือบจะสิ้นเชิง เราปล่อยให้มีการบุกรุกแผ้วถางป่าต้นน้ำกันจนเตียนโล่งเป็นเขาหัวโล้น ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แทนที่จะพิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ถ้วนถี่และหาทางแก้ไขเยียวยาในระยาว กรมชลฯ ของเรา ยังคิดในตรรกะเดิมๆ ว่า ถ้าเราทำเขื่อนไว้กักน้ำ ก็จะมีน้ำใช้ในหน้าแล้ง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันเห็นกันอยู่แล้วว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

              นี่คือปัญหาใหญ่ของระบบราชการไทย ไม่เคยคิดแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แต่มัวมาแก้ผ้าเอาหน้ารอดด้วยการแก้ปัญหาปลายเหตุเสียทุกเรื่อง ถ้าขืนภาครัฐยังมีวิธีคิดแบบกลไกที่ตายตัวและบ้องตื้นอยู่เช่นนี้ คงได้ถอนหายใจยาวๆ ให้แก่อนาคตของประเทศชาติกันอีกนาน

              ถ้าผมเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ผมจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ มาตรา 44 จัดการกับปัญหาการบุกรุกที่ป่าสงวนและการทำลายป่าต้นน้ำให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะปัญหานี้หากใช้มาตรการเดิมๆ ก็นับวันแต่จะนำไปสู่หายนะ ถ้าเราติดตามข้อมูลเรื่องการบุกรุกป่าในรอบสอง-สามปีที่ผ่าน จะพบว่ามันเข้าสู่ขั้นวิกฤติไปเรียบร้อยแล้ว หากมีการใช้มาตรา 44 จัดการกับเรื่องการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าอย่างเด็ดขาด ในขณะเดียวกันก็วางมาตรการและแนวทางในการฟื้นฟูบูรณะป่าต้นน้ำให้คืนกลับมา เราก็อาจมีหวังได้บ้างว่า ในอนาคตลูกหลานของเราจะไม่ต้องเห็นประเทศไทยกลายสภาพเป็นทะเลทราย

              มันยากที่จะเข้าใจจริงๆ ในวิธีคิดของข้าราชการไทย กรมชลประทานจะไปทำเขื่อนหาพระแสงอันใด หากไม่มีน้ำฝนไหลลงเขื่อน ดูอย่างตอนนี้ก็ได้ แม้ว่าฝนจะตกมาจนเกือบเป็นภาวะปกติของฤดูฝน แต่เขื่อนหลายแห่งก็ยังอยู่ในสภาพรอวันตาย เพราะฝนไม่ตกในพื้นที่เหนือเขื่อน เมื่อไม่มีฝนก็ไม่มีน้ำไหลลงเขื่อน เหตุผลแค่นี้เด็กๆ ก็ยังเข้าใจได้เลย

              สงสัยว่า กรมชลประทานกำลังมองว่า รัฐบาลมีของวิเศษ ที่สามารถนำไปแก้ปัญหาต่างๆ ได้ทุกเรื่อง ก็เลยเสนอให้รัฐบาลที่ “มีของวิเศษ” งัดเอาของมาเล่น ซึ่งหากรัฐบาลเกิดบ้าจี้ไปตามกรมชลฯ ก็มีแต่จะ “เสียของ”เท่านั้นเอง ตอนนี้คนไทยน่าจะเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอาของวิเศษนี้มาจัดการยุบกรมชลประทาน แถมด้วยกรมป่าไม้ไปพร้อมกันเสียจะดีกว่า เพราะเราเห็นกันประจักษ์อยู่แล้วว่า การทำงานของกรมสองกรมนี้ไม่ได้เรื่อง กรมป่าไม้มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า แล้วการบุกรุกตัดป่าต้นน้ำเป็นแสนเป็นล้านไร่ นี่กรมป่าไม้มองไม่เห็นหรืออย่างไร พูดภาษาเฟซบุ๊ก ก็ต้องว่า "กรมป่าไม้ปล่อยให้เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”

              หากรัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เพื่อปฏิรูปและจัดการเรื่องพวกนี้จริงๆ ก็ขอเรียกร้องให้ใช้เพื่อจัดการให้กรมชลประทานถอดรื้อวิธีแบบเก่าไปให้สิ้นซาก แล้วกลับมามองปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำด้วยวิธีคิดและกระบวนทัศน์ใหม่ ที่มันสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ยังมโนเอาตามวิธีคิดแบบเดิม ที่มันอาจใช้ได้กับบริบททางสังคมในยุคก่อนๆ

              แต่ถ้ายังขืนดันทุรังกับความคิดเก่า ก็ยุบกรมพวกนี้ทิ้งไปเสียให้หมดอย่างที่บอก