คอลัมนิสต์

อุทกภัยในแผ่นดินและกลิ่นการเมือง

อุทกภัยในแผ่นดินและกลิ่นการเมือง

06 ส.ค. 2558

อุทกภัยในแผ่นดิน และกลิ่นการเมือง : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             ผมติดตามข่าวสารจากเพจ The Irrawaddy, 7Day News Journal และ Hello Myanmar จึงได้เห็นสถานการณ์น้ำท่วมในหลายรัฐของพม่า มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2558 เนื่องมาจากอิทธิพลของพายุในอ่าวเบงกอล สร้างความเสียหายให้แก่รัฐยะไข่หรือรัฐอาระกันมากพอควร

             จากนั้นพื้นที่น้ำท่วมได้ขยายไปทางภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ รวมแล้ว 12 รัฐ ยกเว้นเขตย่างกุ้ง และรัฐคะเรนนี ที่น้ำไม่ท่วม

             สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เพิ่งแชร์ภาพเขื่อนแตกอย่างตื่นตกใจเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีเขื่อนแตกในพม่า มีแต่ภาพน้ำล้นสปิลล์เวย์ ของเขื่อนมอนที่กั้นแม่น้ำมอน

             ความเสียหายจากมหาอุทกภัย จะอยู่ในเขตชนบท เราจึงเห็นภาพผู้คนพาฝูงวัวว่ายทวนกระแสน้ำ และหมู่บ้านจมน้ำเหมือนที่เคยเกิดในเมืองไทยเมื่อปี 2554

             เมื่อสุดสัปดาห์ ประธานาธิบดี “เต็ง เส่ง” ที่ได้พบกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เขตสะกาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อว่า รัฐบาลมีความล่าช้าในการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินน้ำท่วมใหญ่ใน 4 เขต ได้แก่ รัฐชิน เขตมะเกว เขตสะกาย และรัฐยะไข่

             ขณะที่ “ออง ซาน ซูจี” ผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้ลงเรือลำเล็กเดินทางไปยังพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในเมืองพะโค หรือเมืองหงสาวดี เธอได้แวะเยี่ยมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมบริจาคข้าวสาร และน้ำดื่มในนามของมูลนิธิของตัวเธอเอง

             การเคลื่อนไหวของตัวละครการเมืองสำคัญของพม่า ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า นี่เป็นการอุ่นเครื่องในศึกเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งพม่า ได้ออกมาประกาศวันเลือกตั้งแล้วคือ วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558

             แม้พรรคการเมืองในพม่าอาจมีมากกว่า 50-60 พรรค แต่ 2 พรรคคู่แข่งที่ชาวโลกให้การจับตามองคือ พรรคสมาคมสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Association : USDA)

             และ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy : NLD)

             วันเสาร์ที่ผ่านมา ออง ซาน ซูจีี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่สร้างความท้าทายอย่างมากต่อพรรคยูเอสดีเอ ของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง

             กล่าวสำหรับระบอบรัฐสภาพม่า แบ่งออกเป็น 3 สภา และมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 1,142 คน

             การเลือกตั้งจะเป็นการเลือกผู้แทนไปสู่ 3 สภา และในแต่ละสภาจะมีที่นั่งสงวนไว้ให้ทหาร 25%

             1.สภาประชาชน หรือ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก 440 ที่นั่ง โดย 330 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งในแต่ละอำเภอละ 1 คน จากทั่วประเทศ 330 อำเภอ ที่เหลือถูกแต่งตั้งมาจากกองทัพ

             2.วุฒิสภา หรือ สภาชนชาติ ประกอบด้วยสมาชิก 224 ที่นั่ง โดย 168 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง ภาคหรือเขตละ 12 คน และ 56 คน ถูกแต่งตั้งมาจากกองทัพ

             3.สภาภูมิภาคและสภารัฐ มีสมาชิกทั้งสิ้น 885 ที่มาจากการเลือกตั้ง 665 ที่นั่ง ที่เหลือมาจากกองทัพ โดยสภาภูมิภาคนั้นหรือสภารัฐนั้น

             ทาง กกต.พม่าให้เวลาพรรคการเมืองหาเสียงเป็นเวลา 60 วัน ระบบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งยังคงจะใช้ระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้งเหมือนเช่นปี 2553

             ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ยังพบว่ามีข้อผิดพลาดอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้ออง ซาน ซูจี แสดงความกังวลว่า อาจมีการโกงคะแนนเลือกตั้ง โดยใช้รายชื่อคนที่เสียชีวิตแล้วมาลงคะแนน โดยออง ซาน ซูจีได้เคาะประตูตามบ้านประชาชนเรียกร้องให้ออกไปตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบข้อมูลไม่ถูกต้องต้องรีบแจ้งให้ทางการที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที

             แม้รัฐธรรมนูญฉบับทหารเป็นใหญ่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ออง ซาน ซูจี ได้ตัดสินใจจะลงสมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งเมืองกอว์มู ย่างกุ้ง ซึ่งซูจีเคยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2555

             มหาอุทกภัยในครั้งนี้ คงมีผลต่อคะแนนเสียงของพรรคฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และทุกฝ่ายต้องใช้โอกาสนี้หาเสียงอย่างมิต้องสงสัย


เรื่องร้อนลิขสิทธิ์  : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

             กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ที่ประกาศใช้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ สร้างความสับสน วุ่นวายให้แก่คนที่เกี่ยวข้องพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พึ่งพาภาพ ข้อมูล ข่าวสารจากสื่อออนไลน์ หรือส่งผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นส่วนควบของชีวิตที่ขาดไปคงขาดใจตาย

             หลายครั้งที่เราดึงภาพจากระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้โดยไม่ได้ใส่ใจเลยว่า ภาพนั้นเป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หรือเป็นภาพที่ใช้ต่อๆ กันมา โดยไม่สามารถสืบค้นได้ว่า ใครเป็นเจ้าของงานตัวจริง หรือหากมีความสงสัยว่าอาจไปละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าของ ก็อาจจะอ้างอิงที่มา จากเว็บไซต์ หรือ กูเกิล ซึ่งไม่ได้เป็นข้อยกเว้นความรับผิด

             หลายคนตั้งคำถาม หลายคนวิตกวิจารณ์กันว่า จากนี้ไป คนที่ส่งภาพ แชร์ภาพ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จะทำไม่ได้เลย เพราะจะเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งก็มีคำตอบในหลายแง่มุม

             แต่มุมหนึ่งคือการแชร์ข้อมูลนั้น หากเป็นเรื่องภายในกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้ทำไปในเชิงพาณิชย์ และมีการอ้างอิงที่มา ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์

             ซึ่งหากเจ้าของงานอ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ก็คงพิสูจน์ความเสียหายได้ยาก ยกเว้นกรณีที่เป็นนิติบุคคล และทำไปเพื่อการค้า ไม่อ้างอิง ไม่ขออนุญาตเจ้าของ ย่อมมีความผิดอย่างไม่ต้องสงสัย

             ความจริง การแชร์การใช้ภาพ เนื้อหา ข้อมูลที่คนอื่นเขาคิดค้น เป็นงานสร้างสรรค์ บนอินเทอร์เน็ต ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ตามกฎหมายเดิม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537

             งานที่มีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์ ตามกฎหมายเดิม ได้แก่ งานวรรณกรรม เช่น ข้อเขียน บทความ คอลัมน์ งานศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ศิลปะประยุกต์ ภาพถ่าย ภาพวาด งานออกแบบ ดนตรีกรรม เพลง คำร้อง ทำนอง โสตทัศนวัสดุ มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์ งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สิทธินักแสดง

             งานเหล่านี้ หากนำมาทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น นี่เองที่กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดว่า การแชร์ภาพ วิดีโอ เรื่องราวต่างๆ อันเป็นลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รูปแบบต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ จะมีความผิดตามกฎหมาย

             ซึ่งการกระทำเช่นนั้น มีความผิดฐานละเมิด ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์เดิมอยู่แล้ว แต่กฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ จะมีโทษทางอาญาหนักขึ้น โดยเฉพาะการไปละเมิดสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” ซึ่งมีที่มาจากนโยบาย เศรษฐกิจดิจิทัล ของรัฐบาล

             ข้อมูล บริหารสิทธิ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การที่เจ้าของลิขสิทธิ์ แสดงความเป็นเจ้าของในงานของเขา ด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น การใส่ลายน้ำในภาพถ่าย การเขียนชื่อ หรือสัญลักษณ์แสดงตัวตน หรือการบอกว่าเป็นเจ้าของไอจี ถ้าไปลบ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความเป็นเจ้าของ โทษคือจำคุก 6 เดือน ปรับ 2 แสน

             เพราะในขณะที่ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ ฉบับปี 2537 ยังมีการแสดงความเป็นเจ้าของสิทธิในงานสร้างสรรค์ไม่มากนัก และกฎหมายก็ไม่ได้เขียนครอบคลุมไว้

             ว่าตามหลักของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ คือการคุ้มครองเจ้าของงานลิขสิทธิ์ให้มีความชัดเจน และก้าวทันเทคโนโลยีมากขึ้น มิได้เป็นเรื่องใหม่หรือทำให้มีภาระเพิ่ม หากสุจริต ตรงไปตรงมา และไม่ฉกฉวยความคิดสร้างสรรค์ของคนอื่นมาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้าย เช่นที่หลายคนคิด