
ความคาดหวังต่อการปฏิรูป
ความคาดหวังต่อการปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ส.ค.2558
กลายเป็นปมที่ถกเถียงและยังไม่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะดูเสมือนว่าถูกนำไปผูกโยงกับเงื่อนไขอย่างน้อยก็ 2 เรื่องใหญ่ นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะผ่านการโหวตรับรองจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสปช.หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านก็ต้องมาเริ่มขบวนการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่และอาจใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน ซึ่งไปเกี่ยวพันและเป็นตัวแปรกับห้วงเวลาที่จะมีการจัดเลือกตั้งด้วย ขณะเดียวกันได้เกิดการผลักดันให้ทำปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลกลัวว่า หากได้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งมาแล้วจะไม่มีการสานต่อเรื่องปฏิรูปที่อุตส่าห์ดำเนินการกันมาและสภาพการณ์ก็กลับไปสู่เหมือนเก่าเป็นการ “เสียของ” ทั้งที่ได้ลงแรงยึดการปกครองกันไปแล้ว
เกิดคำถามจำนวนมากที่ข้องใจว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการปฏิรูปกันนั้น เป็นอะไรและมีอย่างไรบ้าง เพราะช่วงระยะที่เรียกกันว่าเปลี่ยนผ่านและตั้งคณะกรรมาธิการหลายคณะนับสิบชุด เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปในด้านต่างๆ ซึ่งช่วงแรกระบุว่ามีประมาณ 11 ด้าน โดยดำเนินการมาจนถึงบัดนี้ แต่สังคมก็ยังไม่ได้รับรู้สิ่งเหล่านี้มากมายนัก เรียกว่าสังคมขาดการรับรู้และติดตามอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้การจะไตร่ตรองและพิจารณาตัดสินใจให้น้ำหนักว่าแนวทางปฏิรูปนั้น มีความจำเป็นและสำคัญต่อประเทศชาติอย่างไร ก็ย่อมเป็นเรื่องลำบาก และเป็นการยากที่จะให้ประชาชนออกมาเป็นกำลังหนุนเดินหน้าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แม้จะมีความพยายามหยิบยกวิกฤติการเมืองในอดีตขึ้นมาเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขก็ตาม
การปฏิรูปหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องโครงสร้าง องค์กร กฎหมาย หรือองคาพยพอื่น เพื่อให้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม และใช่ว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน อาจต้องใช้เวลาพอสมควร อีกทั้งผลกระทบจากการปฏิรูปย่อมมีเกิดขึ้น คือมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มจึงควรมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง รวมทั้งมีประเด็นที่ว่าวิธีการปฏิรูปในเรื่องนั้นๆ ทำไปเพื่อเป้าหมายอย่างไร จะส่งผลทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และเป็นเรื่องที่สังคมต้องตกผลึกพร้อมทั้งส่งเสียงด้วยว่าเห็นต่างหรือเห็นเหมือนกันอย่างไร
คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม เพื่อพิจารณาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปเป็นครั้งสุดท้าย และเตรียมแถลงผลงานของ สปช.ที่จะนำเสนอพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปประเทศในวันที่ 13 สิงหาคม โดยจะนำส่งข้อเสนอทั้งหมดให้แก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งจากพิมพ์เขียวนี้คงเห็นถึงแนวทางและทิศทางดำเนินงานได้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้เมื่อมองภาพรวม ไม่มีใครปฏิเสธการปฏิรูปไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่อยู่ที่ว่าได้ประโยชน์ส่วนรวมแค่ไหนและเห็นผลสำเร็จเมื่อใด สิ่งที่ต้องระวังอาจทำให้การปฏิรูปเบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์หลัก นั่นคือต้องไม่นำปฏิรูปไปเป็นเงื่อนไขสร้างผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากถูกนำไปเป็นเครื่องมือเช่นนั้น โอกาสปฏิรูปสำเร็จดูจะเลือนรางแน่



