
ปฏิรูปจนกว่าจะพอใจ
ปฏิรูปจนกว่าจะพอใจ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
วาทกรรมปฏฺิรูปก่อนเลือกตั้งกลายมาเป็นประเด็นในสังคมการเมืองอีกครั้ง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" กลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง แม้เขาจะปฏิเสธว่าจะไม่เล่นการเมือง แต่สิ่งที่กำลังเดินหน้าอยู่นั้นเป็นอีกหน้าหนึ่งของการเล่นการเมือง เพียงแต่เป็นในภาคมวลชนเท่านั้น มิใช่ในภาคตัวแทนเหมือนในภาวะปกติ
และทันทีที่ออกมาสู่โลกการเมืองอีกครั้ง “สุเทพ” ก็กลับสู่บทบาท “ลุงกำนัน” แกนนำ กปปส. โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นัยว่าเป็นการเดินตามแนวทางเดิมเมื่อครั้งต่อสู้เรียกร้องเมื่อปี 2556-2557
คล้ายคอหอยกับลูกกระเดือก เพราะเมื่อแกนนำออกมาประกาศเช่นนี้ ผู้ที่เคยร่วมสู้ต่างดาหน้าออกมาหนุนให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะ สปช.สายที่มีความใกล้ชิดกับ กปปส. อาทิ คนที่เป็นหน่วยหน้ามาสักระยะอย่าง “วันชัย สอนศิริ” ยืนยันว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และต่อมาจึงสอดรับด้วยเสียงของ “เสรี สุวรรณภานนท์”
ขณะที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” มาในอีกรูปแบบหนึ่งคือ เสนอให้มีการเสนอคำถามประชามติ ประกบไปกับคำถามร่างรัฐธรรมนูญว่า “เห็นด้วยที่จะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเวลาสองปีหรือไม่”
หรือจะสรุปให้ง่ายกว่านั้นกับคำถามและการกระทำคือ “อยากให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ต่อไปหรือไม่”
เอาเข้าจริงๆ แล้ว การที่รัฐบาลปัจจุบันจะอยู่ในอำนาจได้ยาวกว่าโรดแม็พปกติที่วางไว้ตั้งแต่ต้นก็คือ การให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนใด ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือขั้นตอนการทำประชามติ
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไข ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้รัฐบาลอยู่ได้ยาวเท่าไหร่นักแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านในขั้นตอนใด เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จะต้องตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาใหม่และใช้เวลาหกเดือนในการทำงานและนำร่างไปทำประชามติ
“วิษณุ เครืองาม” กุนซือด้านกฎหมายของรัฐบาลระบุว่า จะไม่มีการลงมติแบบไม่จบสิ้น หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ มีการเตรียมการเอาไว้แล้ว แต่ไม่บอกว่าจะใช้วิธีไหน ซึ่งต่างจากฉบับก่อนแก้ไข ที่หากไม่ผ่าน สปช. ก็ต้องแต่งตั้งกันใหม่เดินวนกันไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐธรรมนูญจะผ่าน
แปลว่าอย่างช้าไม่เกินกลางปี 2560 น่าที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับคนใน คสช. ที่เล็งว่าปี 2560 น่าจะมีรัฐบาลในภาวการณ์ปกติได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยหลักว่า การเรียกร้อง "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่พยายามพูดกันอยู่นั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่ การปฏิรูปที่พวกเขาต้องการนั้นคืออย่างไร มีรูปธรรมอย่างไรจึงจะเรียกว่าสำเร็จเรียบร้อย
เพราะการปฏิรูปนั้นไม่เหมือนกับการเปลี่ยนอะไหล่รถ ที่เมื่อเปลี่ยนแล้วเสร็จสิ้น หากแต่ต้องเป็นการแก้ทั้งกระบวนการและใช้ระยะเวลา การปฏิรูปก็ต้องมีขั้นตอนการกระทำที่ต่างๆ กันในแต่ละด้าน จึงน่าสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า “การปฏิรูปเสร็จแล้ว”
จะมีเส้นแบ่งอะไรว่าการปฏิรูปยังคงดำเนินอยู่ หรือจบลงไปแล้ว หรือการปฏิรูปบรรลุสมดังความต้องการของคนที่อยากได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลาเท่าไหร่ หากเป็นไปตามที่ “ไพบูลย์” บอกโดยการทำประชามติ ก็ยังพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าจะได้เลือกตั้งเมื่อไหร่ แต่ถ้าเป็นไปตามที่ “สุเทพ” หรือคนใกล้ชิดพูดนั้น เท่ากับว่าไม่มีกำหนดเวลา
หากเอาทั้งสองส่วนมารวมกันก็อาจจะเป็นได้ว่าทำไปเรื่อยๆ จนกว่าใครบางคนจะพอใจหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูแล้วใครบางคนไม่อยากกลับเข้าสู่การเลือกตั้ง เพราะนอกจากจะสู้ไม่ได้แล้ว ยังอาจจะสูญเสียสถานะหลายๆ สิ่งไป
การเคลื่อนไหวเช่นนี้จึงมีนัยยิ่ง
ที่สำคัญข้อเรียกร้องเช่นนี้น่าที่จะสร้างความอึดอัดขัดข้องให้แก่รัฐบาล และ คสช. ไม่น้อย เพราะหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านและตกด้วยตัวมันเองก็จะไม่มีข้อครหาที่ตามมา เท่ากับมีบางคนอยากให้ตกไปเพราะวาระซ่อนเร้น เช่นเดียวกับท่าทีเรียกร้องของ “สุเทพ” ซึ่งยิ่งจะนำความกดดันอย่างหนักหน่วงมาให้ โดยเฉพาะความขัดแย้งในสังคม ที่ คสช.และรัฐบาลพยายามทำให้เห็นว่าพวกเขาทำให้อยู่ในความสงบมาโดยตลอด
“หวังดีประสงค์ร้าย” อาจเป็นคำนิยามที่เหมาะกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น



