
ไทยต้องการโลกไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
ไทยต้องการโลกไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ประเทศไทยต้องการโลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ทุกชนิด เรามีความปรารถนาอันแรงกล้าจะผลักดันหลักการนี้ในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในองค์การสหประชาชาติ นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเด็นที่ไทยได้ใช้ในการหาเสียงสนับสนุนเพื่อชิงที่นั่งไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงองค์การสหประชาชาติในปี 2017-2018
หลังจากอิหร่านยอมเซ็นข้อตกลงเรื่องการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้นำประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์รู้สึกโล่งใจ เพราะพี่ใหญ่นิวเคลียร์ทั้งห้าเป็นตัวคุมเกม (จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศสและอังกฤษ) ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ อยู่ๆ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน นายโมฮัมมหมัด จาวัด ซารีฟ ได้เรียกร้องให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลายกำจัดอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้ทั้งหมด เล่นเอาพี่ใหญ่ตามแทบไม่ทัน
อิหร่านมีภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีที่สนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีอาซัด แต่หลังจากเซ็นข้อตกลงนิวเคลียร์ ประเทศในโลกตะวันตกได้ฟื้นฟูสัมพันธ์กับอิหร่านอย่างรวดเร็ว เพื่อติดต่อการค้า ใครๆ ก็อยากจะซื้อน้ำมันที่อิหร่านเตรียมไว้ส่งออกเป็นจำนวนมากมาเป็นเวลานาน รวมทั้งธุรกรรมทางด้านการคลังและอื่นๆ ที่มีค่าเป็นหมื่นๆ ล้านๆ เหรียญ
งานนี้ทำให้อิสราเอลหนาวขึ้นมาทันที เพราะอิสราเอลมีขีดความสามารถสูงมากในเรื่องความรู้ของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในระดับของสหรัฐอเมริกา พอเจอไม้เด็ดของอิหร่านเลยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ประเด็นมีอยู่ว่า จะมีประเทศไหนฟังคำเรียกร้องของอิหร่านหรือเปล่า ประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ ซึ่งมีอาวุธอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้เข้าร่วมเซ็นอนุสัญญาไม่เผยแพร่นิวเคลียร์อาจจะไม่เล่นด้วย
ประเด็นโลกปราศจากนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ไทยกำลังได้รับการสนับสนุนในยูเอ็น เพราะไทยสนับสนุนท่าทีอาเซียนด้วย ได้พยายามชักจูงให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาภาคยานุวัติกับสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเซียอาคเนย์ (Southeast Asia Nuclear Weapons Free Zone) ซึ่งมีการเซ็นที่กรุงเทพฯ ในปี 1995 ตอนไทยเป็นประธานอาเซียน
อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยพยายามผลักดันคือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นจุดประสงค์เดียวกันกับวิสัยทัศน์ขององค์การสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติปีนี้ ไทยจะผลักดันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เรานำมาปฏิบัติมาเป็นเวลานาน เข้าสู่เวทีโลก (เหมือนกับที่ภูฏานได้ทำในการผลักดันเรื่องดัชนีความสุข (Gross National Happiness) ให้เป็นวิสัยทัศน์หนึ่งในองค์การสหประชาติ
ไทยยังมีบทบาทมากในการผลักดันความเท่าเทียมทางเพศในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งในบริบทกองกำลังรักษาสันติภาพ ประเด็นเหล่านี้คนไทยไม่ได้รับรู้เท่าไร เพราะในช่วงที่ผ่านมามีแต่วิกฤติการเมืองภายในประเทศ จนทำให้เราคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศกระจอกไม่มีบทบาทในเวทีต่างประเทศ ถือว่าเป็นประเทศล้มเหลว วาทกรรมเหล่านี้มาจากกลุ่มการเมือง กลุ่มเอ็นจีโอไร้สมองในไทยทั้งหลายที่มองไทยในแบบลักษณะโลกที่สาม ทำอะไรไม่เป็นงี่เง่าไปเสียทุกอย่าง
ความพยายามของไทยที่จะเข้าไปมีบทบาทในคณะมนตรีความมั่นคงเป็นสิ่งที่สมาชิกยูเอ็นทุกประเทศต้องเข้าไปมีประสบการณ์ ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพราะได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งนี้ ต้องจัดการเรื่องวาระต่างๆ ของโลก ครั้งแรกที่ไทยได้รับเลือกเข้าในคณะมนตรีความมั่นคงคือปี 1986 เมื่อ 30 ปีก่อน จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศในปี 2008 จะสมัครเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่มีวิสัยทัศน์การต่างประเทศที่ดี
ฉะนั้นการเข้าชิงตำแหน่งนี้ จะแพ้จะชนะเป็นผลของการแข่งขัน แต่ประสบการณ์ที่ได้จากสร้างเครือข่ายในเวทีการเมืองโลก หาเพื่อนทุกแห่ง พึ่งศัตรูด้วยทุกปัจจัยทั้งบวกทั้งลบ(บารมีทางการทูต) ที่ไทยคิดว่าประเทศเรามีสะสมไว้ ทั้งหลายทั้งปวงต้องนำเข้ามาพิจารณา แล้วคิดเป็นยุทธศาสตร์ขึ้นมา เหมือนกับตอนที่อาเซียนเอาชนะมติทุกปีในยูเอ็น (ตั้งแต่ปี 1979-1993) ซึ่งต่อมามีประโยชน์กับกลุ่มอาเซียนทำให้มีชื่อเสียง ยิ่งไปกว่านั้นทำให้กัมพูชามีความเจนจัดทางการด้านการเมืองพาหุภาคี
ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ไทยเรายังขาดคนที่มีความรู้เรื่องการเมืองพาหุภาคี สิงคโปร์ประเทศเล็กก็จริงมีตัวเลือกเยอะมาก ส่วนของไทยมีคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่โดดเด่นที่สุด อดีตรองนายกรัฐมนตรีศุภชัย พานิชภักดิ์ ก็เช่นกัน คุณอานันท์ ปันยารชุน มีบทบาทในเวทียูเอ็น อาจารย์วิทิต มันตาภรณ์ มีบทบาทสูงในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน (ประเทศไทยมีมือสิทธิมนุษยชนเก่งๆ ในระดับอาเซียนคือ อาจารย์ประภาศรี กับอาจารย์เสรี)
โชคดีของประเทศ เรามีทูตมือดีที่ยูเอ็นคือ วีรชัย พลาศรัย กับที่กรุงวอชิงตัน ดีซี พิศาล มาณวพัฒน์ ช่วยประคับประคองไทยให้สู้กับแรงกดดันรอบด้าน
ไทยต้องสู้และรณรงค์ต่อไป ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกประเด็นต่างหาก ถอนตัวออก ทำได้งานมาก ไม่มีประโยชน์ มันเท่ากับยอมรับว่าเราไม่มีน้ำยา รัฐบาลชุดนี้ยังสามารถทำเติมน้ำยาให้ประเทศได้อีกเยอะ คือปรับท่าทีและนโยบายปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในการสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น (เรื่องสัมพันธ์ทหารกับประชาชนและสื่อต้องปรับปรุงมากๆ) ขนาดพม่าและอิหร่านยังสร้างความนิยมขึ้นมาได้ หลังถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศอันธพาลมาก่อน
นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ปลายเดือนกันยายน เตรียมตัวให้พร้อม ปราศรัยกับคนทั้งโลกบทเวทีองค์การสหประชาชาติ ไม่เหมือนกับพูดต่อหน้าคนไทยผ่านทีวี คนไทยน่ารัก พูดอะไร สั่งสอนอย่างไรก็ได้



