
ก่อนจะมาถึงเทียร์3
ก่อนจะมาถึงเทียร์3 : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ถึงแม้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐจะบอกว่า ในการเยือนประเทศมาเลเซียที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ จะไปบอกกับมาเลเซียว่า ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพิ่มอีกเป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นที่ว่า สิ่งที่สหรัฐได้ขยับอันดับของมาเลเซียและคิวบา เป็น “เทียร์ 2” นั้นไม่ใช่สาเหตุมาจากผลประโยชน์และการเมือง
เช่นเดียวกับการคงอันดับ “เทียร์ 3” ให้แก่ประเทศไทยที่คนทั่วโลกต่างก็รู้ว่า ไทยได้ทำอะไรไปบ้างในเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์
ทันทีที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวถึง 1.6 ล้านคน
การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวก็ย่อมหมายความว่า คนเหล่านั้น มีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ ค่าจ้างแรงงาน เทียบเคียงกับแรงงานที่เป็นคนไทยในประเทศ
แต่สหรัฐก็จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เลวร้ายที่สุดของการต่อต้านการค้ามนุษย์
โชคร้ายของไทยในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ สหภาพยุโรป ให้ใบเหลืองแก่ไทยเนื่องจากมีปัญหาการทำประมงโดยผิดกฎหมาย และกำลังจะพิจารณาอีกครั้งใน 2 เดือนข้างหน้า
มีคนมองว่า ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปกำลังร่วมมือกันกดดันไทย เพราะต้องการให้ไทยจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด โดยสาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปจะไม่ทำสัญญากับประเทศที่รัฐบาลมาจากการทำรัฐประหาร
หลายคนมองว่า ความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก หรือทีพีพี น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สหรัฐตัดสินใจอย่างนั้น
มาเลเซีย และคิวบา แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ แต่ได้รับการปรับอันดับเป็น เทียร์ 2
หากไม่ใช่เป็นเพราะมาเลเซียมีความสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เพราะมีช่องแคบมะละกา ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับคิวบา ที่สหรัฐเพิ่งจะมาฟื้นความสัมพันธ์หลังเสื่อมทรามนานถึง 54 ปี
สำหรับไทย ถ้าวันนี้มี “คลองกระ” ถึงแม้จะมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ความสำคัญ หรือพลังในการต่อรองก็น่าจะเป็นอีกเรื่อง
แต่ถึงแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างที่มาเลเซียเป็น แต่ไทยกลับกำลังจะเป็นประตูให้จีนได้เข้าสู่อ่าวไทยและยาวไปถึงแปซิฟิก
ก็เลยมีการวิเคราะห์กันว่า นี่คือสิ่งที่สหรัฐจัดการกับไทย ทั้งสาเหตุจากรัฐประหาร และไปใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป
การแสดงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อเรื่องนี้ ดูเหมือนจะทำใจยอมรับว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องแก้ปัญหาเท่าที่จะเอื้อมมือถึง
เปล่าประโยชน์ที่จะไปตีโพยตีพาย เพราะมาตรฐานที่ว่านั้นเป็นสหรัฐที่ตั้งขึ้นมาเอง
แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงทีพีพี ที่ว่า ได้สั่งการให้ชะลอออกไปเพราะเห็นว่า ไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา นี่สิ คือท่าทีที่ชัดเจนว่า ไทยคิดอย่างไรกับสหรัฐ
เป็นการคิดที่ไม่ใช่คิดแบบรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยิ้มหวานประกาศเจรจาทีพีพีกับสหรัฐเมื่อครั้ง บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยือนไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของนักล็อบบี้ยิสต์ที่พยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้สหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จะล้อมไทย
ขณะนั้นไทยถูกจัดอยู่ในระดับ “เทียร์ 2” เป็นประเทศที่ถูกเฝ้าจับตามอง
แต่ไม่รู้ว่า รัฐบาลขณะนั้นจะรู้หรือไม่ว่า ประเทศกำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย หรืออย่างไร ถึงได้มองเรื่อง ทีพีพี เป็นความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าการต่อต้านการค้ามนุษย์



