คอลัมนิสต์

ก่อนจะมาถึงเทียร์3

ก่อนจะมาถึงเทียร์3

04 ส.ค. 2558

ก่อนจะมาถึงเทียร์3 : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               ถึงแม้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐจะบอกว่า ในการเยือนประเทศมาเลเซียที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ จะไปบอกกับมาเลเซียว่า ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพิ่มอีกเป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นที่ว่า สิ่งที่สหรัฐได้ขยับอันดับของมาเลเซียและคิวบา เป็น “เทียร์ 2” นั้นไม่ใช่สาเหตุมาจากผลประโยชน์และการเมือง

               เช่นเดียวกับการคงอันดับ “เทียร์ 3” ให้แก่ประเทศไทยที่คนทั่วโลกต่างก็รู้ว่า ไทยได้ทำอะไรไปบ้างในเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์

               ทันทีที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวถึง 1.6 ล้านคน

               การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวก็ย่อมหมายความว่า คนเหล่านั้น มีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ ค่าจ้างแรงงาน เทียบเคียงกับแรงงานที่เป็นคนไทยในประเทศ

               แต่สหรัฐก็จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เลวร้ายที่สุดของการต่อต้านการค้ามนุษย์

               โชคร้ายของไทยในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ สหภาพยุโรป ให้ใบเหลืองแก่ไทยเนื่องจากมีปัญหาการทำประมงโดยผิดกฎหมาย และกำลังจะพิจารณาอีกครั้งใน 2 เดือนข้างหน้า

               มีคนมองว่า ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปกำลังร่วมมือกันกดดันไทย เพราะต้องการให้ไทยจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด โดยสาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปจะไม่ทำสัญญากับประเทศที่รัฐบาลมาจากการทำรัฐประหาร

               หลายคนมองว่า ความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก หรือทีพีพี น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สหรัฐตัดสินใจอย่างนั้น

               มาเลเซีย และคิวบา แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ แต่ได้รับการปรับอันดับเป็น เทียร์ 2

               หากไม่ใช่เป็นเพราะมาเลเซียมีความสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เพราะมีช่องแคบมะละกา ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

               เช่นเดียวกับคิวบา ที่สหรัฐเพิ่งจะมาฟื้นความสัมพันธ์หลังเสื่อมทรามนานถึง 54 ปี

               สำหรับไทย ถ้าวันนี้มี “คลองกระ” ถึงแม้จะมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ความสำคัญ หรือพลังในการต่อรองก็น่าจะเป็นอีกเรื่อง

               แต่ถึงแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างที่มาเลเซียเป็น แต่ไทยกลับกำลังจะเป็นประตูให้จีนได้เข้าสู่อ่าวไทยและยาวไปถึงแปซิฟิก

               ก็เลยมีการวิเคราะห์กันว่า นี่คือสิ่งที่สหรัฐจัดการกับไทย ทั้งสาเหตุจากรัฐประหาร และไปใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป

               การแสดงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อเรื่องนี้ ดูเหมือนจะทำใจยอมรับว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องแก้ปัญหาเท่าที่จะเอื้อมมือถึง

               เปล่าประโยชน์ที่จะไปตีโพยตีพาย เพราะมาตรฐานที่ว่านั้นเป็นสหรัฐที่ตั้งขึ้นมาเอง

               แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงทีพีพี ที่ว่า ได้สั่งการให้ชะลอออกไปเพราะเห็นว่า ไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา นี่สิ คือท่าทีที่ชัดเจนว่า ไทยคิดอย่างไรกับสหรัฐ

               เป็นการคิดที่ไม่ใช่คิดแบบรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยิ้มหวานประกาศเจรจาทีพีพีกับสหรัฐเมื่อครั้ง บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยือนไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของนักล็อบบี้ยิสต์ที่พยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้สหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จะล้อมไทย

               ขณะนั้นไทยถูกจัดอยู่ในระดับ “เทียร์ 2” เป็นประเทศที่ถูกเฝ้าจับตามอง

               แต่ไม่รู้ว่า รัฐบาลขณะนั้นจะรู้หรือไม่ว่า ประเทศกำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย หรืออย่างไร ถึงได้มองเรื่อง ทีพีพี เป็นความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าการต่อต้านการค้ามนุษย์