คอลัมนิสต์

ฝนมาก็อย่าได้นิ่งนอนใจ

ฝนมาก็อย่าได้นิ่งนอนใจ

03 ส.ค. 2558

ฝนมาก็อย่าได้นิ่งนอนใจ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2558

           แม้ว่าขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝกตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซ้ำในบางจังหวัดยังเกิดอุทกภัยขึ้นอีกด้วย แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังไม่มากพอที่จะบ่งบอกถึงนัยสำคัญของการกักเก็บน้ำต้นทุนจนสามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติภัยแล้งแล้ว กล่าวคือ อัตรากักเก็บน้ำในอ่างเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยังอยู่ที่ร้อยละ 29 34 15 และ 4 ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่า ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เหลือของฤดูฝนปีนี้ สถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำหลักซึ่งรวมทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะยังต้องพึ่งพิงปริมาณน้ำฝนที่จะต้องมากพอ ซึ่งก็น่าจะหมายถึงการเกิดมรสุมอีกหลายลูกนั่นเอง แต่เมื่อปีนี้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ หน่วยพยากรณ์จึงคาดการณ์ได้ว่า ภาวะภัยแล้งจะดำเนินต่อไปถึงปีหน้าหรือนานกว่านั้น

           สำหรับการแก้ปัญหาของรัฐบาล เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติออกมาตรการประหยัดน้ำเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนใช้สอยน้ำอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น การแนะนำวิธีการใช้น้ำเพื่อการซักล้าง วิธีการดื่มน้ำไม่ให้เหลือทิ้ง ลงลึกถึงขนาดวิธีการล้างรถด้วยภาชนะใส่น้ำแทนการใช้สายยางฉีด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า นับจากนี้ไปประเทศไทยจะประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างหนัก ขณะที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 สิงหาคมนี้ จะพิจารณาข้อเสนอขอขยายพื้นที่การทำประกันภัยนาข้าวจากเดิมที่กำหนดไว้ 1.5 ล้านไร่ เป็น 2 ล้านไร่ เนื่องจากมีชาวนาหันมาทำประกันภัยกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีความมั่นคงทางอาชีพกว่าเดิมแล้ว ภาครัฐเองก็สมทบเงินซื้อกรมธรรม์ในสัดส่วนที่ไม่เป็นการเบียดเบียนชาวนามากนัก ขณะที่สินไหมชดเชยจะอยูที่ไร่ละประมาณ 1,000 บาท ลดหลั่นกันลงไปตามประเภทของภัยพิบัติ

           เป็นที่รู้กันดีว่า อาชีพเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนานั้น มีความเสี่ยงสูง เพราะความมั่นคงถูกแขวนไว้กับธรรมชาติ ฝนฟ้าอากาศที่เป็นตัวแปรสำคัญมากที่สุด แม้ว่าทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ก้าวหน้ามาก หากแต่การบริหารจัดการน้ำที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็เป็นความเสี่ยงที่ยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะนโยบายจากภาครัฐ อย่างเช่น การรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคาสูง ส่งผลนาข้าวใช้น้ำในระบบเกือบตลอดเวลา โดยเฉลี่ย 2 ปีสามารถทำนาได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องพิจารณากันในระยะยาวอันน่าจะรวมอยู่ในวาระแห่งชาติที่ว่าด้วยการจัดโซนเพาะปลูกพืชต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารทรัพยากรโดยเฉพาะน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

           บทเรียนจากวิกฤติภัยแล้งปีนี้ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมาสำรวจตรวจสอบทุกๆ กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้น้ำ ขณะเดียวกันการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำระยะยาวก็ควรจะต้องทบทวนกันเสียใหม่ว่า จะยังให้รวมศูนย์อยู่กับกรมชลประทานซึ่งบ่อยครั้งถูกการเมืองชักนำต่อไปหรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว ถ้าหากรัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายที่จะสนับสนุนให้ทุกชุมชนได้สร้างฝาย ขุดบ่อ หรือสร้างระบบกักเก็บน้ำกันขึ้นมาใช้กันเอง พวกเขาก็ควรได้รับสิทธิอย่างสมบูรณ์พร้อมที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่พวกเขาช่วยกันอนุรักษ์ไว้ด้วยความสมัครใจ เพราะเล็งเห็นภัยพิบัติอันมาจากการจัดการแบบผูกขาด และในอนาคต ชาวนาก็ไม่ต้องตกเป็นจำเลยในทุกๆ หน้าแล้ง เพราะเป็นอาชีพที่ใช้น้ำมากอีกต่อไป