
ในอ้อมกอดของเสือร้าย
ในอ้อมกอดของเสือร้าย : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
เวลาที่ได้ยินใครสักคนพูดว่า “สหรัฐอเมริกาคือเพื่อนที่แสนดี”, “อเมริกาคือมหามิตร” ผมมักจะสะดุดกับความรู้สึกนี้ทันที ขณะเดียวกันก็มีคำถามโต้ขึ้นในใจว่า ใช่หรือ? จริงหรือ?
ใช่หรือไม่ใช่ ผมคิดว่าการรายงานผลรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ปี 2015 ของสหรัฐ ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มันน่าจะบ่งบอกอยู่ชัดแล้วว่า อเมริกาคิดอย่างไรและทำอย่างไรกับเรา, ผู้ที่พยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่า สหรัฐอเมริกาคือเพื่อนที่แสนดี
ที่หยิบเอาเรื่องนี้มาพูดถึง ไม่ใช่ว่าเป็นพวกชาตินิยมไร้เหตุผล ไม่ได้เข้าข้างรัฐบาลจนหน้ามืดตามัว แต่มันเป็นความคับข้องใจที่สะสม บ่มเพาะมานานแล้ว กับท่าทีและการปฏิิบัติต่อ “เพื่อน” ที่สหรัฐ มีต่อไทย เลยนำมาสู่คำถามต่อไปว่า สหรัฐอเมริกายังคิดว่าเราเป็นเพื่อนอยู่หรือ ยังทำกับเราแบบไม่เลือกปฏิบัติจริงหรือ?
อย่าว่าแต่คนไทยเลย ชาวโลกก็ยอมรับโดยดุษณีแล้วว่า สหรัฐนั้นยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลในโลก และถึงวันนี้ คนไทยก็คงยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานแล้วว่า มีกระบวนการค้ามนุษย์อยู่จริงในประเทศของเรา การที่สหรัฐออกมาจัดการให้ไทยแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ในเมื่อสหรัฐสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้คุมโลก ที่เที่ยวจุ้นจ้านและเข้าไปจัดการกับประเทศต่างๆ ที่ตกเป็นเบี้ยล่างของตนมาตลอด ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ไม่มีสักครั้งที่ไม่ปรากฏว่า อเมริกาไม่ได้มีส่วนในการแทรกแซง ยุ่มย่าม
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม ท่าทีและการปฏิบัติต่อกันระหว่างเขากับเราก็ไม่ได้อยู่ในฐานะเพื่อนมีต่อเพื่อน แต่มันคือความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าว ผู้สั่งการกับผู้ถูกสั่งการ การที่เรานับว่าอเมริกาคือมหามิตร มันก็ไม่ต่างจากการที่เด็กน้อยคนหนึ่ง ยอมเข้าไปสวามิภักดิ์กับวัยรุ่น “หัวโจก” ที่ใช้อำนาจข่มขู่บังคับให้สยบสมยอม อุปมาก็คือ เราเหมือนหนูน้อยที่คบกับเสือร้าย เราอยู่ในอ้อมกอดของเสือ ถึงเสือมันจะกอดด้วยความรัก หนูก็เจ็บอยู่ดี
พูดให้ถึงที่สุด สหรัฐยอมคบกับเราหาใช่ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ คนไทยควรเลิกมโนแบบโลกสวยได้แล้วว่า สหรัฐปรารถนาดีและจริงใจกับไทย ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรที่บริสุทธิ์ใจและไร้เดียงสา แต่มันเป็นความสัมพันธ์ที่วางอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และการต่อรอง มันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไทยเราคบกับสหรัฐ ก็ไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ ที่เราหวังว่าจะพึงมีพึงได้เมื่อคบกับขาใหญ่
ในยุคสงครามเย็น รัฐไทยยอมสวามิภักดิ์ เป็นข้าทาสรับใช้สหรัฐ เยี่ยงสุนัขผู้ภักดี สหรัฐก็หยิบยื่นโยนเศษกระดูกให้เรากัดแทะ เราเองก็ผวาเข้าไปตะครุบแล้วกัดแทะเศษกระดูกเน่าๆ นั้นอย่างภาคภูมิและปลาบปลื้ม สหรัฐจะเข้ามาแทรกแซง ยุ่มย่ามและสั่งการอย่างไร เราก็ยอมตาม มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเลือกข้าง ไม่เลือกมหาอำนาจสหรัฐ เราก็ต้องไปเลือกมหาอำนาจอีกขั้วอยู่ดี เมื่อเราสยบสมยอม และภักดี สหรัฐก็ยื่นมือมาให้เราจับ แต่การจับมือของสหรัฐกับเรานั้น เราถูกเพื่อนรักบีบเสียจนเจ็บ การบีบนั้น หาใช้เป็นการเน้นย้ำว่า “ฉันรักคุณเหลือเกิน” หากแต่มันเป็นการข่มขู่อยู่ในทีว่า “หากวันใดเอ็งทรยศ ไม่ฟังข้า เอ็งจะโดนบีบหนักกว่านี้”
ถึงวันนี้ไทยยังไม่ได้ทรยศอเมริกา แต่เราก็เริ่มไม่ฟังเสียทุกเรื่อง หนำซ้ำยังแสดงท่าทีว่า กำลังฝักใฝ่กับขั้วอำนาจใหม่ ที่เป็นคู่แข่ง คู่ปรับกับเขา ตอนนี้เองที่มือที่ยื่นมาจับกับเราเริ่มบีบ และบดขยี้อยู่เป็นระยะ คล้ายจะเตือนให้เรารู้ว่า “ถ้าเอ็งหัวแข็ง เอ็งก็จะไปไม่รอด”
ตอนนี้เราอยู่ในฐานะเสียเปรียบและเพลี่ยงพล้ำ ข้ออ้างที่เป็นวาทกรรมและหลักการสากล ซึ่งสหรัฐวางไว้เป็นกฎคุมโลก ไม่ว่าจะเป็นหลักการประชาธิปไตย หรือหลักการสิทธิมนุษยชน ที่เราพร่องลงไปเพราะปัญหาในบ้านเมืองของเราเอง กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่มหามิตรกำลังจะมาเล่นงานเรา สหรัฐจัดให้เราเป็นประเทศที่ยังมีการค้ามนุษย์ในระดับต่ำสุด แต่กลับปลดล็อกบางประเทศที่เคยอยู่ในระดับเดียวกับเราให้สูงขึ้น มาตรการนี้ กำลังถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการกระทำที่ไม่ตรงไปตรงมา และมีเจตนาบางอย่างแฝงเร้น ถึงมันจะใช่หรือไม่ใช่ แต่เราก็โดนมหามิตรเล่นเสียจนอ่วม แถมขู่ว่า อาจจะมีมาตรการคว่ำบาตรตามมาในเร็ววัน
รักกับเสือก็เจ็บตัวแบบนี้แหละ



