คอลัมนิสต์

งดดื่มเหล้าเพื่อชาติ

งดดื่มเหล้าเพื่อชาติ

31 ก.ค. 2558

งดดื่มเหล้าเพื่อชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2558

             วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2558 นอกจากจะเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันเข้าพรรษาแล้ว ยังเป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลก โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2551 โดยในปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้คำขวัญเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2558 เอาไว้ว่า “พัฒนาเยาวชนและทรัพยากรมนุษย์ ต้องหยุดเป็นทาสสุรา” ขณะที่อีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันรณรงค์ และเข้มงวดในด้านกฎหมายเพื่อให้วันงดดื่มสุราแห่งชาติมีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง อย่างเช่น การสำรวจตรวจตราสถานประกอบการที่เกี่ยวเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจจับเมาแล้วขับในหลายพื้นที่ สื่อต่างๆ พร้อมใจกันชี้โทษและเชิญชวนเลิกเหล้าเข้าพรรษา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นนิมิตหมายของความร่วมมือในอันที่จะลดจำนวนผู้ดื่มสุราลงในอัตราที่มีนัยสำคัญทางสังคม

             ตามการรายงานขององค์การอนามัยโลกที่บันทึกไว้เมื่อปี 2556 พบสถิติคนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยคนละ 7.08 ลิตรต่อปี และในชุดการรายงานเดียวกันนั้น ยังพบด้วยว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณปีละ 3.3 ล้านคน สร้างความสูญเสียทางสุขภาพ 5.9% ของภาระโรค สำหรับประเทศไทย การดื่มสุราเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอันดับ 1 ซึ่งทำให้เกิดการเสียชีวิตในเพศชาย 8.6% หากประเมินเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจจะพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.51 แสนล้านบาท หรือ 1.97% ของจีดีพี จากตัวเลขและผลกระทบที่คำนวณออกมานี้ชี้ให้เห็นว่า การดื่มสุรา ถูกจัดเป็นปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่งของประเทศไปแล้ว ซึ่งร้ายกว่านั้นก็คือในแต่ละปีพบว่า มีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หน้าใหม่มากกว่า 250,000 คน

             การประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ถือเป็นความพยายามของทุกฝ่ายติดต่อกันมานานหลายปี ด้วยความตระหนักในโทษภัยไม่เพียงเฉพาะแต่เรื่องสุขภาพหรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาแล้ว หากแต่ยังเป็นปัญหาทางสังคมที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับครอบครัว ซึ่งมักเกิดข่าวความรุนแรงในหลากหลายมิติในเรือนชานเดียวกันอันเนื่องมาจากการขาดสติ โรคภัยไข้เจ็บเกี่ยวเนื่องกับอาการเมาขาดการยับยั้งชั่วใจ อย่างเช่น โรคเอดส์ ซึ่งได้เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ที่คอยบ่อนเซาะให้สังคมไม่อาจก้าวข้ามสู่ความมั่งมีศรีสุขอย่างนานาอารยประเทศอื่นใดได้ ซึ่งถ้าหากสังคมไทยยังมีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบมากขึ้นทุกปี แม้ขณะนี้จะมีแนวโน้มอัตราการเพิ่มลดลงก็ตาม “ภาระทางสังคม” ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแบกรับก็จะหนักหนาสาหัส ถึงขั้นขึ้นถึงระดับเป็นปัจจัยหลักอันเหนี่ยวรั้งทุกองคาพยพไม่ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

             กระนั้นก็ตาม เข้าใจว่า การรณรงค์ซึ่งต่อมาได้ปรับระดับความเข้มข้นขึ้นเป็นการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปด้วยนั้น ยึดเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันเริ่มต้นของความพยายามลด ละ เลิก เสพดื่มสุราของมึนเมาก็เพราะว่า เข้ากันได้พอดีกับ “จริต” ของผู้ที่พยายามเอาชนะอบายมุข อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งหลายคนก็เดินทางถึงเส้นชัย แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่กลับไปดื่มหนักกว่าเก่า และสร้างภาระทางสังคมเพิ่มขึ้นหลังออกพรรษา กลับไปร่วมสร้างสถิติความสูญเสียในเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ การรณรงค์ที่น่าจะทำให้เกิดผลในระยะยาว ไม่ใช่เพียงชั่วครู่ยามดั่งเทศกาลก็คือ การปรับทัศนคติทางสังคมให้ปฏิเสธเครื่องดองของเมาโดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลานานแต่ก็ต้องเร่งลงมือทำ ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องหาหนทางสร้างรายได้ด้านอื่นเพื่อมาทดแทนภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากบรรดาสินค้าบาปทั้งหลาย ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ในอนาคตข้างหน้าจะไม่มีสินค้าจำพวกนี้ในสังคมอีกเลย