คอลัมนิสต์

ครม.ใหม่ทิศทางเดิม ใต้บังเหียน‘ประยุทธ์’

ครม.ใหม่ทิศทางเดิม ใต้บังเหียน‘ประยุทธ์’

29 ก.ค. 2558

ครม.ใหม่ทิศทางเดิม ใต้บังเหียน‘ประยุทธ์’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

             ที่สุดก็ชัดเจนแล้วว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ออกมายอมรับ ส่วนจะปรับใหญ่หรือปรับเล็กก็ต้องมาดูกันอีกทีหนึ่ง แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วคือเป้าหลักที่จำเป็นต้องปรับ คือ “ทีมเศรษฐกิจ”

             กระแสข่าวเรื่องความไม่ลงรอยกันระหว่างทีมเศรษฐกิจกับรัฐมนตรีที่เหลือ มีออกมามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ที่แนวทางการทำงานไม่สอดคล้องกับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาล

             ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณโครงการต่างๆ ที่ไม่ออกมาตามเป้าหมาย จนถึงขนาดที่นายกฯ ต้องออกมากระทุ้งไปแล้ว หรือเมื่อมีโครงการอะไรบ้างเสนอเข้าคณะกรรมการที่มี “คุณชายอุ๋ย” นั่งเป็นประธาน ผลที่ได้ออกมาก็มักจะไม่เป็นไปตามคาด

             ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวออกมาจากฝั่งทีมเศรษฐกิจเดิมว่า ที่ผ่านมานายกฯ เองก็ไม่ค่อยฟังคำแนะนำของ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ" สักเท่าไหร่ และมักจะไปเชื่อกุนซือข้างกายอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มากกว่า ทำให้เกิดความน้อยใจขึ้น

             กอปรกับสภาพเศรษฐกิจ ที่ไม่กระเตื้องจนคนทั่วไปเริ่มรู้สึกได้ และรัฐบาลก็ต้องการคนที่มาสร้างความเชื่อมั่นว่าจะมีมาตรการกระตุ้นที่ดีพอ

             เหล่านี้เองที่เป็นที่มาของการเตรียมเปลี่ยนตัวคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดย “สมคิด” น่าที่จะเข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถมารับตำแหน่งทางการเมืองได้

             และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจ ย่อมต้องมีคนอื่นที่อยู่ในข่ายถูกปรับออกด้วย อาทิ “สมหมาย ภาษี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

             ส่วนที่ยังคงตั้งคำถามว่าจะอยู่ต่อได้หรือไม่คือ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” เพราะในทางหนึ่งเขาเป็นรัฐมนตรีที่โพลล์สำรวจแล้ว เห็นควรปรับมากที่สุด ประกอบกับกระแสข่าวว่า “สมคิด” ต้องการให้คนที่ตัวเองไว้ใจมาคุมกระทรวงสำคัญแห่งนี้เอง จึงอาจจะทำให้เขาต้องถูกปรับออกไปนั่งที่กระทรวงอื่นแทน

             แต่จากการสัมภาษณ์ของ “ประยุทธ์” ที่ออกมาปกป้อง โดยระบุว่า "เขาทำอะไรผิด เพราะว่าเขาเป็นทหารต้องเอาออก หรือไม่มีผลงาน หรืออย่างไร ผู้สื่อข่าวกล่าวตอบว่า อาจเป็นเพราะอยู่กระทรวงพาณิชย์ นายกฯ กล่าวต่อว่า ทุกคนมองว่าเศรษฐกิจมันแย่ แต่ไม่ฟังว่าแย่เพราะอะไร ถามว่าวันนี้พล.อ.ฉัตรชัย ไปค้าขายอะไรหรือไม่ ขณะนี้ก็บินไปประเทศแอฟริกา รู้กันบ้างหรือไม่ว่าเขาทำงานกันอย่างไร ที่ผ่านมาเขาทำงานไปขายของเพิ่มขึ้นตั้งเท่าไหร่ ต้องดูที่งาน ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่สนใจ"

             ทำให้ถึงนาทีนี้ยังไม่มีใครแน่ใจว่า “ฉัตรชัย” จะอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไปหรือจะต้องย้ายตำแหน่ง

             อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์ของ “ประยุทธ์” ทำให้เราอาจจะเห็นภาพในอนาคตรางๆ ว่า แม้จะเปลี่ยนตัวคน นโยบายเล็กๆ น้อยๆ อาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ทิศทางหลักนั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนจากเดิม เพราะคนกุมบังเหียนและตัดสินใจทั้งหมดยังเป็นเขาเอง ที่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง

             เช่นเมื่อถูกถามว่า เศรษฐกิจล้มเหลว แล้วมองว่าใครเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็บอกว่า “ไม่ได้อยู่ที่คน ใครก็ได้”

             หรือนักข่าวถามถึงการดึง “สมคิด” เข้ามาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นใช่หรือไม่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “เชื่อมั่นผมนี่ เพราะผมเป็นคนทำ ทำไมต้องเชื่อมั่นคนโน้น คนนี้ ผมเป็นหัวหน้า ผมเป็นคนรับผิดชอบ ผมเป็นคนสั่งเขาทำ ถ้าไม่เชื่อมั่นใครเลย แสดงว่าไม่เชื่อผมด้วย และถ้าไม่เชื่อผม ผมก็จะทำแบบนี้”

             คำพูดที่แข็งกร้าวเช่นนี้นี่เองที่อาจจะทำให้การปรับ ครม.ครั้งนี้แทบจะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย เพราะต้องไม่ลืมหลักของการปรับ ครม.โดยทั่วไปคือการเรียกความเชื่อมั่น คล้ายเป็นการฟื้นฟูภาพลักษณ์ขององค์กร แต่หากผู้นำยืนยันเช่นนี้ก็อาจจะทำให้เป้าหมายเรื่องการสร้างความมั่นใจหรือผลทางจิตวิทยาอาจจะได้ไม่มากอย่างที่หวัง

             และอีกมุมที่น่าสนใจกับปรากฏการณ์การปรับ ครม.ครั้งนี้ คือกระบวนการสร้างข่าวปล่อยข่าว ว่ากันว่าดุเดือดและแยบยลไม่แพ้รัฐบาลเลือกตั้งทีเดียว