คอลัมนิสต์

มาตรการปราบ'เด็กแว้น'อีกครั้ง

มาตรการปราบ'เด็กแว้น'อีกครั้ง

29 ก.ค. 2558

มาตรการปราบ'เด็กแว้น'อีกครั้ง : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

             เด็กหนุ่มผู้หลงใหลคลั่งไคล้รถแต่งซิ่งและชอบซิ่งรถในทางเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของตัวเขาและผองเพื่อนด้วยใบหน้าแจ่มใสและมีความสุขตลอดห้วงเวลาขณะเล่าเรื่องราวการแต่งรถ การทดสอบรถ การขี่รถเป็นกลุ่มเพื่อไปชมการประลองอานุภาพของรถ หรือแม้กระทั่งการได้ติดตามเรื่องราวของการนัดหมายบอกเล่าการเคลื่อนไหวกิจกรรมต่างๆ ของภาคีเครือข่ายผู้หลงใหลการแต่งและแข่งรถบนโลกออนไลน์

             ส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจถูกเล่าผ่านสีหน้า แววตา ที่แสดงความสุขชัดเจน

             “ดีใจ ภูมิใจเห็นตัวเรา รถของเราอยู่ในหนังสือ พี่ลองไปเปิดดูหนังสือแต่งรถดูสิ ถ้ารถใครได้อยู่ในหนังสือ โคตรภูมิใจ”

             “อย่างวันนั้น คนที่ได้ออกทีวี เห็นกันทั่วประเทศ มันน่าภูมิใจนะ ใครๆ ก็รู้จักเรา เห็นเรา”

             “เอาแค่ในเว็บไซต์เวลามีภาพเราขี่รถ แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว เราก็อยากจะแต่งรถ ขี่รถที่เราแต่ง และคนก็จะรู้จักเรา”

             หากทำความเข้าใจอย่างเปิดใจด้วยความเมตตาเด็กและเยาวชนเหล่านี้จำเป็นต้องเข้าใจความเป็นตัวเขาผ่าน “ภาษา” ท่ี่พวกเขาใช้กันด้วย “ความภูมิใจ” จึงไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่ “อยากเท่” แบบที่นิยมคิดกัน พูดกันแบบง่ายๆ แต่เพียงเท่านั้น

             ความภาคภูมิใจเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก

             ไม่ว่าจะเป็นเด็กเรียน หรือเด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาที่รัฐจัดให้ได้อย่างประสบความสำเร็จ (เพราะระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบมามีทางเลือกน้อยเหลือเกิน)

             ความภาคภูมิใจมีความหมายรวมไปถึงการถูกรับรู้ได้ว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อยู่ในสายตา มีคุณค่า มีความหมาย มีความสำคัญ ไม่ใช่คนนอกสายตา คนไร้ค่า ไร้ความสำคัญ

             หากคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่กล่าวว่า

             “การออกกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการแข่งรถของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นไปด้วยความรักความห่วงใยและเห็นคุณค่าของเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต”

             เป็นความจริง?

             ลองตอบคำถามให้ชัดๆ ว่า "ทำไมเด็กและเยาวชนเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องเสาะแสวงหาวิธีการสร้างความภาคภูมิใจด้วยการใช้วิถีชีวิตเช่นนี้ (วิถีชีวิตที่คนในสังคมบอกว่าสร้างความเดือดร้อน ปั่นป่วน วุ่นวาย) พวกเขาไม่อยากเรียนสูงๆ เพื่อให้ตนเองมีโอกาสที่ดีๆ ในการได้งานที่ดีทำ ซึ่งจะหมายถึงการมีรายได้ที่สูงกว่าคนที่ไม่มีโอกาสเรียนในสถาบันการศึกษาที่สังคมยอมรับ

             เช่นนั้นหรือ?”

             ก่อนที่คิด จะปราบ? จะบังคับ? จะควบคุม?

             ก่อนที่จะคิดว่า ถ้าควบคุมเด็กและเยาวชนไม่ได้ ก็จะลงโทษพ่อแม่ของพวกเขา เพราะไม่ปกป้องคุ้มครองลูกหลานของตัวเอง ปล่อยปละละเลยให้ลูกหลานมาทำพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น โปรดลองทบทวนดูเถิดว่า

             “ข้าราชการในสังกัดภายใต้การบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรีทั้งหลายได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาส่งเสริมเด็กและเยาวชนอย่างมืออาชีพ ไม่ปล่อยปละละเลยเพิกเฉยทั้งเด็กและเยาวชนที่ต้องการรับการสนับสนุน ได้ช่วยเหลือและส่งเสริมพลังอำนาจของพ่อแม่ของเด็กทั้งหลายเหล่านั้นด้วยแล้วเช่นกันใช่หรือไม่?

             พวกเขา หรือข้าราชการที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งหลายเหล่านี้ได้ทุ่มเทพลังกายพลังใจพลังความคิดในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีแล้วใช่หรือไม่?

             ถ้าใช่ ทำไมพ่อแม่ของเด็กและเยาวชนเหล่านี้จึงขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกหลานของพวกเขาได้? คงไม่มีพ่อแม่คนใดอยากให้ลูกของตนเองเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?

             ถ้าใช่ ทำไมเด็กเหล่านี้จึงไม่ตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสืออย่างมีความสุขในสถาบันการศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง?

             ถ้าพวกเขามีพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ตัวตนที่เหมาะสมตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและครอบครัวร่วมมือกันพัฒนาส่งเสริมแล้วนั้น ทำไมเขาถึงต้องออกมาใช้เวลาว่างยามค่ำคืนด้วยการแข่งรถหรือขี่รถก่อความเดือดร้อนในสังคมเช่นนี้?

             ก่อนที่จะตำหนิเพ่งโทษว่าเด็กและเยาวชนทั้งหลายรวมถึงพ่อแม่ของพวกเขาเป็นคนที่กระทำความเดือดร้อนวุ่นวาย ลองทบทวนดูเถิดว่า พวกเขาได้ตกเป็นเหยื่อของระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพก่อนหน้าการแสดงพฤติกรรมแว้นของพวกเขามาแล้ว ใช่หรือไม่?

             สิ่งสำคัญ โปรดทบทวนอีกครั้งว่า การแก้ไขและป้องกันอย่างยั่งยืนและแท้จริงนั้น การปราบปราม ใช่กลจักรสำคัญจริงหรือไม่?