
ปรับครม.แล้วต้องดีขึ้น
ปรับครม.แล้วต้องดีขึ้น : บทบรรณาธิการประจำวันที่27ก.ค.2558
มีความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับกับข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี หลังกระแสดังกล่าวได้สร้างความอึมครึมมาตลอดสัปดาห์ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดี “กำลังคิดอยู่ คือไม่อยากให้มีผลกระทบ แต่ถ้าปรับก็คือปรับ ไม่ปรับก็คือไม่ปรับ โดยจะพิจารณาจากประสิทธิภาพการทำงานและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าพูดทุกวันก็ทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด เศรษฐกิจ ความมั่นคงก็แย่ เกิดความขัดแย้ง" ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่าทีนายกรัฐมนตรีดูจะฉุนเฉียวกับกระแสข่าวนี้ แถมฟาดงวงฟาดงาใส่สื่อที่รอทำข่าวการบริหารประเทศในวิถีประจำวันอย่างดุดัน สอดรับกับผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ที่ระบุว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการปรับกระทรวงเศรษฐกิจในขณะนี้เป็นหลัก
เมื่อหลายภาคส่วนสะท้อนความล้มเหลวในการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจตลอด 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจีดีพี ตัวเลขส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่น ฯลฯ ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ก่อนจะเจอปัญหาแทรกซ้อนซ้ำเติมสถานการณ์ให้หนักขึ้น อีกแรงบีบสำคัญยังมาจากฟากนักธุรกิจ นักลงทุน ที่เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถเข็นเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นผู้มีอำนาจก็ต้องแก้ไขโดยด่วน ซึ่งล่าสุดกระแสข่าวพุ่งไปที่กระทรวงหลัก อาทิ กระทรวงการคลัง พาณิชย์ คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พลังงาน อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและกีฬา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คาดการณ์ว่าน่าจะเกินกว่า 10 ตำแหน่ง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ลงตัว เพราะมีการวิ่งเต้นตั้งเงื่อนไขต่อรอง อีกทั้งยังมีความเกรงใจกันอยู่ จึงไม่สามารถทำให้เร็วได้
การปรับคณะรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องแปลกในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อรัฐบาลทำงานมาได้ระยะเวลาหนึ่ง อาจจะเป็นครึ่งปี หรือ 1 ปี ก็จะมีการประเมินการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง คนไหนบริหารงานได้ดีเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและบัญชาของนายกรัฐมนตรี ก็จะได้สิทธิในการทำงานต่อ แต่ก็เป็นไปได้ที่อาจมีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนกระทรวงกันเป็นการภายในเพื่อความถนัด แต่ถ้าผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์ ส่งผลเสียต่อการทำงานของรัฐบาลโดยรวมหรือไม่เข้าตาเลยก็จะถูกปรับออกแล้วนำบุคคลใหม่เข้ามาแทนที่ ผ่านมากว่า 1 ปีของรัฐบาลที่เข้ามาโดยวิธีพิเศษนี้ ย่อมทราบดีถึงผลงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงว่าอันไหนของจริง อันไหนเป็นเพียงภาพลวงตา หรือมีแค่ราคาคุย ต้องบอกว่างานนี้เป็นการวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีอำนาจชี้ขาดว่าจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งไหน อย่างไร เพื่อที่จะรักษาความเชื่อมั่นของรัฐบาล และการตัดสินใจนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปมัวเกรงใจพรรคพวก กล้าๆ กลัวๆ ที่จะเอาคนนี้ออกคนนั้นเข้า อย่าลืมว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสำคัญกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่เช่นนั้นระบบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติก็จะติดขัดไม่ไหล
ลื่น ที่สำคัญเมื่อปรับแล้วจะต้องดีขึ้น ไม่ใช่ดูแล้วจะแย่ลงกว่าเดิมหรือแค่เสมอตัว หากเป็นเช่นนั้นแล้วแรงกดดันจากทุกด้านทุกฝ่ายจะประดังมาที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อีกทั้งยังต้องแบกรับความรับผิดชอบกับทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง



