คอลัมนิสต์

ก้าวข้ามกับดักพลังงาน

ก้าวข้ามกับดักพลังงาน

24 ก.ค. 2558

ก้าวข้ามกับดักพลังงาน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2558

               การดำเนินความพยายามที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน กำลังการผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ ขึ้นที่จังหวัดกระบี่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ทั้งระบบ 16,000 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากแผนเดิม ได้กลายเป็นข้อขัดแย้งถกเถียงกันสองฝ่าย ระหว่างภาคประชาชนที่รวมตัวกันออกมาคัดค้านโครงการกับฝ่ายรัฐบาลที่ยังคงยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ด้วยเหตุผลความจำเป็นของการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนนอกจากการรณรงค์ในพื้นที่ พร้อมมีตัวแทนเข้ามาอดข้าวประท้วงรัฐบาลในส่วนกลาง เครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นผ่านโลกอินเทอร์เน็ตก็ดูเหมือนจะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นแรงกดดันให้การตัดสินใจเดินหน้าโครงการไม่ใช่เรื่องง่าย

               กล่าวสำหรับฝ่ายสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่กระบี่ ให้ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ในปัจจุบันเอาไว้ว่า อยู่ที่ 3,100 เมกะวัตต์ ขณะที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 600 เมกะวัตต์ นำส่งมาจากภาคกลาง เนื่องจาก กฟผ.มีระบบเชื่อมทั้งระบบ แต่หากต้องการความมั่นคง ก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในภาคใต้ที่ในตอนนี้หากเดินเครื่องเต็มกำลังผลิตทุกโรงไฟฟ้าที่มีอยู่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม และจากสถิติที่ผ่านมา ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ก็เพิ่มขึ้นโดยตลอด ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า ถ่านหินที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงก็มีมาตรฐานความสะอาด และปลอดภัยเพียงพอทั้งในระหว่างการผลิต และการขนส่งทางท้องทะเลผ่านย่านท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกระบี่

               ในด้านของกลุ่มผู้คัดค้านนำเสนอข้อมูลว่า โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังสร้างท่าเทียบเรือในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ โดยนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศประมาณปีละ 2.3 ล้านตัน ขณะที่กฟผ.ให้ข้อมูลว่าเรือขนส่งถ่านหินจะต้องใช้ขนาด 1-1.5 แสนตัน แต่ผู้คัดค้าน ระบุว่า เส้นทางการขนส่งจะผ่านท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำของกระบี่ ซึ่งก็จะกลายเป็นเส้นทางของเรือบรรทุกถ่านหินในอนาคต หญ้าทะลจะถูกรบกวน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศกว่า 17,725 ไร่ สารพิษที่เกิดขึ้นกระทบห่วงโซ่อาหาร ปนเปื้อนสัตว์น้ำและอาหารทะเลเพื่อบริโภค เช่นเดียวกับป่าชายเลนอันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและพื้นที่ทำประมงพื้นบ้านก็จะได้รับผลกระทบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ยังไม่นับความเสียหายที่จะเกิดกับปะการัง และพะยูนที่อยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง เมื่อมาถึงบทสรุปในท้ายที่สุดจะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวขาดหายไปถึง 3 หมื่นล้านบาท

               การแสดงพลังปกปักชุมชนที่กระบี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเป็นแน่ ตราบที่ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศยังต้องใช้พลังงานอีกมาก ดังนั้น ถ้าหากนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็อาจแลเห็นได้ว่า ประเทศไทยยากจะก้าวพ้นจากกับดักความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับแนวนโยบายแห่งรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องพลังงานที่ยังคงยึดโยงอยู่ในกรอบเดิม ในทางกลับกัน กระทรวงพลังงานซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่เอง ก็มีโครงการพลังงานทดแทนในอนาคต เดินคู่ขนานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ พลังน้ำขนาดเล็ก ขยะชุมชน ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานลมจากพื้นที่ผลิตในภาคใต้เอง รวมทั้งหมดมากถึง 4,558 เมกะวัตต์ พลังงานทดแทนที่สะอาดปราศจากข้อขัดแย้งเช่นว่านี้ จึงเป็นอีกทางออกหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง