คอลัมนิสต์

หยุดสถิติวัยรุ่นท้องไม่พร้อม

หยุดสถิติวัยรุ่นท้องไม่พร้อม

23 ก.ค. 2558

หยุดสถิติวัยรุ่นท้องไม่พร้อม : บทบรรณาธิการประจำวันที่23ก.ค.2558

              สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 51 คน เป็นผู้เสนอ โดยมีหลักการเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่นและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากข้อมูลของกรมอนามัยพบว่า ปัจจุบันอัตราการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นไทยมีมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมเพิ่มจาก 4 คนต่อวัน ในปี 2543 เป็น 9 คนต่อวัน ในปี 2556 และวัยรุ่นต่ำกว่า 20 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจาก 240 คนต่อวัน เป็น 334 คนต่อวัน และบางครั้งยังพบการตั้งครรภ์ที่อายุต่ำแค่ 10 ปีด้วย จึงต้องออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

              จุดที่ต้องพิจารณาและมีการชี้แจงมาแล้ว คือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เปิดให้มีการทำแท้งเสรี แต่จะมีหลักการให้เปิดสอนวิชาเพศวิถีศึกษาเป็นภาคบังคับในสถาบันทางการศึกษา เพราะปัจจุบันแม้จะมีการสอนวิชาดังกล่าวแต่ไม่ใช่ภาคบังคับ อีกทั้งหากวัยรุ่นเกิดตั้งครรภ์ในช่วงวัยเรียนก็ไม่ต้องลาออกจากการเรียน แต่จะให้สิทธิอยู่ในสถาบันการศึกษาเดิมหรือย้ายสถาบันศึกษาก็ได้ ซึ่งก็สอดรับกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนในระดับนโยบายและระดับพื้นที่เพื่อลงไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะมีความใกล้ชิดกับสภาพปัญหาและกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน

              นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องคุณแม่วัยใสที่มีจำนวนมากขึ้น เพราะถ้ามีลูกขณะที่ไม่พร้อมจะลำบาก และอยากให้สังคมดึงสิ่งดีงามของวัฒนธรรมไทยมาใช้ ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ ดูแลให้เกียรติซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะต้องกลับมาสังคมจึงจะสงบ พร้อมทั้งมองไปถึงปัญหาด้านสังคม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวไม่มีเวลาดูแลลูกหลาน นอกจากจะส่งผลเรื่องท้องไม่พร้อมแล้ว ยังมีปัญหาอื่นตามมา อาทิ ไปเป็นเด็กแว้น ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ก็อาจไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาด้วย และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเดินหลงผิดเข้าไปเกี่ยวข้องยาเสพติดและก่ออาชญากรรมได้ จึงเป็นอีกส่วนที่รัฐบาลต้องเข้าไปดำเนินการป้องกันและแก้ไขให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

              รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีมานับสิบปี แต่แนวโน้มสถิติกลับสูงขึ้นตลอด โดยเน้นบูรณาการทำงานใกล้ชิด 7 กระทรวงที่ต้องเชื่อมโยงกัน คือ สาธารณสุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาธิการ วัฒนธรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาดไทย แรงงาน และองค์กรเอกชน โดยจัดทำยุทธศาสตร์ในปี 2558-2567 คือเสริมสร้างทักษะชีวิตและเพศศึกษาแก่วัยรุ่น เสริมสร้างบทบาทครอบครัวและชุมชนร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา จัดระบบบริการสุขภาวะทางเพศ จัดระบบช่วยเหลือและบำบัดฟื้นฟูแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ เน้นเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมค่านิยมทัศนคติ หากทุกส่วนตั้งแต่รัฐบาลลงไปจนถึงระดับครอบครัวร่วมมือกันย่อมส่งผลสำเร็จไม่มากก็น้อยได้