
อนาคตไทยมืดมน?
อนาคตไทยมืดมน? : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2558
เรื่องคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ต้องถือว่าเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันเสาะแสวงหาทางสว่างเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากปลักแห่งความล้าหลัง อันส่อแสดงว่า ถ้าหากไม่เร่งลงมือแก้ไข ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้านี้ประเทศไทยจะไม่มีอนาคต เริ่มจากคำถามแรกว่า ขณะนี้ผู้นำทางด้านการศึกษารู้ตัวกันหรือยังว่า จะต้องยกเครื่องกันขนานใหญ่ คำตอบก็คือ หลายภาคส่วนตั้งแต่ต้นธารของการผลิตบุคลากรก็รับรู้กันอยู่แล้วว่า คุณภาพการศึกษาของชาติกำลังเป็นปัญหา อย่างเช่นที่ ดร.สำเริง กุจิระพันธ์ นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย บอกไว้ว่า ที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตนักเรียนอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งครูผู้สอน ผู้บริหารและนโยบายที่ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงต้องกำหนด "ยุทธศาสตร์" เพื่อยกระดับการศึกษาของชาติทั้งระบบ เพราะหากปล่อยเช่นนี้ต่อไปคงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายเสียงที่แสดงความวิตกห่วงใยถึงอนาคตของประเทศไทย ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อคุณภาพการศึกษาของคนในชาติตกต่ำย่ำแย่ ย่อมจะส่งผลต่อคุณภาพของคนในชาติ โดยเฉพาะในห้วงทศวรรษนับจากนี้ประเทศไทยจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งหมายถึงตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญอันมาจากภาคการผลิตภายใต้บุคลากรคุณภาพ ที่สามารถแข่งขันได้กับนานาชาติ ไม่เพียงเฉพาะในระดับอาเซียน ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เพียงเท่านั้น หากแต่ในเวทีโลก ประเทศไทยก็จำเป็นต้องมีที่ยืนอย่างมั่นคงแข็งแรง หากแต่ในสภาพปัจจุบันกลับยังมีโจทย์ที่แก้ไม่ตกก็คือ คุณภาพทางการศึกษาที่ไม่อาจจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม หรือผลิตสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งผลพวงแห่งความตกต่ำเช่นว่านี้ได้สะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกที่ลดลงเป็นลำดับ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เคยแสดงทัศนะเอาไว้ถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกที่ตกต่ำและจะต้องเร่งปรับปรุงระบบการศึกษาเป็นการด่วนที่สุด ซึ่งถ้าหากตรวจสอบในรายละเอียดอย่างที่นายกรัฐมนตรีวิตกกังวลนั้น จะพบว่า ในภาคการผลิตก็จำเป็นจะต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติแรงงานก็ว่าได้ กล่าวคือ มีแรงงานคุณภาพน้อย แต่ราคาค่าจ้างสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ระบบการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็กำลังล้าหลัง สินค้าที่ประเทศไทยผลิตจึงไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ในระยะเวลาไม่นานนี้ ประเทศไทยก็จะไม่มีตลาดสินค้าเหลืออยู่ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เป็นผลมาจากการศึกษาที่ไม่อาจต่อยอดสู่การค้นคว้าวิจัยเพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจได้
กระนั้นก็ตาม อีกเรื่องสำคัญที่น่าจะดำเนินควบคู่ไปกับการยกเครื่องการศึกษาของไทยให้มีที่ยืนในโลกยุคใหม่ ก็คือ วาระที่ว่าด้วย "คุณภาพชีวิต" และ "คุณธรรมของคนในชาติ" ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัญหาทางสังคมในหลากหลายมิติที่เกิดขึ้นในประเทศชาติขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากระบบคุณธรรม-ธรรมาภิบาล ที่ขาดตกบกพร่องมาเป็นเวลานาน เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นเสมือนมะเร็งร้ายของสังคม เป็นตัวถ่วงที่คอยบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของชาติ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการศึกษา ดังนั้น จึงฝากความหวังเอาไว้ว่า แนวทางการพัฒนาประเทศไทยนับจากนี้ จะต้องเป็นเข็มทิศนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอยู่ดีกินดีเพื่อความผาสุกของคนในชาติ



