คอลัมนิสต์

จดหมายจากกรุงปักกิ่ง(๒)

จดหมายจากกรุงปักกิ่ง(๒)

21 ก.ค. 2558

จดหมายจากกรุงปักกิ่ง(๒) : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

            กรุงปักกิ่ง-อีก 5 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปเมืองนอกอย่างน้อยในแต่ละปีประมาณ 170 ล้านคน ถือได้ว่าเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยไทยโชคดีกว่าเพื่อน เพราะว่าชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยในปีนี้คาดกันว่าจะถึง 6 ล้านคน นอกจากฮ่องกง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไทยต้อนรับคนจีนมากที่สุดในโลก คือตกวันละ 1.6 หมื่นกว่าคน

            ที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวจีนทั้งหลายที่เที่ยวภายในจีนด้วยกัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเป็นร้อยๆ เท่า พูดง่ายๆ เกือบ 1,000 ล้านคน ใครที่มีโอกาสเดินชมสถานดึงดูดนักท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ในจีนจะพบว่า มีคนจีนแบบที่เราพบเห็นในกรุงเทพฯ เต็มถนนไปหมด

            คนจีนต่างจังหวัดมีสตางค์เข้ามาเที่ยวในเมืองหลวงถ้ามีโอกาส ที่แปลกคือ บางคนเลือกมาไทยเป็นที่หมายปลายทางแรกก่อน เพราะราคาถูก โดยเฉพาะคนจีนที่อยู่ทางภาคใต้แถวกวางตุ้ง กวางสี ยูนนาน

            ในใจกลางกรุงปักกิ่งที่หวังฟู่จิ้ง (พาหุรัดจีน) จะพบนักท่องเที่ยวเดินเล่นมากมาย มีชาวจีนเดินชมสถานที่เต็มไปหมด เข้าไปร้านอาหารไม่ว่าที่ไหนก็จะพบบรรยากาศที่เราพบในไทยเช่นกัน มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวเต็มไปหมดอย่างที่พบในไทย ที่นี่ไม่มีใครรู้สึกหรือบ่นอะไร

            ทุกประเทศพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในยุโรป ประเทศที่ไม่ค่อยให้วีซ่าคนจีน ตอนนี้กลับมาให้ ในปีที่แล้วสหรัฐอเมริกาเริ่มให้วีซ่าเข้าออกประเทศ 10 ปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้าสหรัฐอเมริกาถึง 2 ล้านคนในปีที่แล้ว ถือว่ามากที่สุดในโลกตะวันตก ฝรั่งเศสและอังกฤษพยายามทุกหนทางเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีน

            เท่าที่สังเกตประเทศเหล่านี้พยายามเพิ่มศักยภาพของคนในประเทศของเขาในการต้อนรับชาวจีน ดูแล้วน่าอิจฉาทำได้ดี เพราะในไทยเรายังไม่มีขีดความสามารถพอที่จะรองรับคนจีนวันละ 1.6 หมื่นกว่าคน ทางรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องใส่ใจในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลมากกว่านี้

            วันก่อนมีไกด์คนไทยพูดภาษาจีนจำนวนหนึ่งออกมาประท้วงขอให้รัฐบาลไทยช่วยกวดขัน เพราะว่าไกด์ต่างชาติพูดภาษาไทยได้มาแย่งงานคนไทยทำ ประเด็นนี้สำคัญมาก ต้องรีบแก้ไข มิฉะนั้นจะมีผลในระยะยาว (ที่น่ากลัวที่สุดคือ มีการทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวจีน ถือเป็นการแก้แค้น ในมาเลเซียมีการจับตัวนักท่องเที่ยวเรียกค่าไถ่ แม้เรื่องแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในไทยก็ตามในตอนนี้ แต่ต้องมีมาตรการป้องปรามเตรียมไว้)

            ตามจริงสายสัมพันธ์ประชาชนจีน-ไทยต้องดีและมีความเป็นบูรณาการมากกว่านี้มาก แต่ดูเหมือนคนที่เกี่ยวข้องจะไม่สนใจ พอใจกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากกว่า บรรดากลุ่มส่งเสริมสัมพันธ์ไทย-จีนระดับชาติมีหลายองค์กร โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบเอาเรื่องวัฒนธรรมมาบังหน้า แต่จริงๆ แล้วต้องการใช้เป็นเครื่องมือหาเงินหรือทำการค้ามากกว่า จึงทำให้สัมพันธ์ไทย-จีนในระดับประชาชนนั้นแคบ ไม่มีพหุมิติ ขาดความหลากหลายเท่าที่ควร

            อีกอย่าง กิจกรรมไทย-จีนไม่มีความจำเป็นต้องใช้ถนนเยาวราชเป็นสถานที่จัดงานทุกครั้งไป มันเป็นการตอกย้ำว่า สัมพันธ์ไทย-จีนไม่ได้พัฒนาเจริญขึ้นมา

            ไทยต้องคิดให้รอบคอบ สัมพันธ์ไทย-จีนในอนาคต มันไม่เหมือนเดิมแบบสมัยก่อน 40 ปีก่อนจีนไม่มีอะไรเลย ประชาชนอดอยาก ประเทศยากจน ถูกชาติตะวันตกหยามน้ำหน้าเสมอ

            หลังจาก 40 ปีจีนเป็นมหาอำนาจอันดับสองของโลก จะเลื่อนมาเป็นอันดับหนึ่งในเร็วๆ นี้ มีนวัตกรรม ความเจริญทางด้านเทคโนโลยี รวยกว่าเดิมมาก จนเป็นที่ยำเกรงของโลก ส่วนไทยยังพายเรือในอ่างอยู่ แถมจะเห็นว่าสัมพันธ์ไทย-จีน ใช่ใครอื่นเป็นคนบ้านเดียวกัน (ไทย-จุง ยิดเจียชิง)

            ตอนนี้สัมพันธ์ไทย-จีนมีความไม่เท่าเทียมกัน ไม่สมดุล เนื่องจากอำนาจการต่อรองจีนเพิ่มขึ้นมาเป็นพันทวี ส่วนไทยยังเหมือนเดิม หลังยึดอำนาจปีที่แล้วอำนาจต่อรองยิ่งลดน้อยลง ไม่บูรณาการ เพราะมุ่งแต่ประเด็นการค้า-การลงทุนส่วนใหญ่

            มีความจำเป็นต้องประเมินใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีนแบบใหม่ ที่จะรับรองมหาอำนาจจีนในอนาคต มิฉะนั้นมีปัญหาแน่นอน