
การชุมนุมที่ปราศจากเสียง:กฎหมายกับสังคม
การชุมนุมที่ปราศจากเสียง : กฎหมายกับสังคม โดยสุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ในที่สุดกฎหมายเกี่ยวด้วยการชุมนุมสาธารณะก็ได้ถูกประกาศใช้ออกมาภายใต้รัฐบาล คสช. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 13 สิงหาคม 2558 นี้ แน่นอนว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะหากพิจารณาจากประสบการณ์ทางการเมืองในช่วงปีหลัง ทั้งนี้ เพราะการใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะนั้นมีโอกาสที่จะไปกระทบกระทั่งกับสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หรือกระทบต่อคุณค่าอื่นๆ ที่ระบบกฎหมายต้องปกป้องคุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับการชุมนุมสาธารณะ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อกำหนดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะให้อยู่ภายในขอบเขตที่ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพหรือคุณค่าอื่น ๆ จนเกินสมควร
เสรีภาพในการชุมนุมก็เป็นเครื่องมือสำคัญในสังคมเสรีประชาธิปไตยที่จะทำให้เกิดกระบวนการถกเถียงสาธารณะ หรือการสร้างเจตจำนงทางการเมืองในสังคม รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างในสังคมอีกด้วย กล่าวอีกอย่างก็คือเสรีภาพในการชุมนุมเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการเมืองโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองหรือช่องทางให้ส่งเสียงออกสู่สาธารณะ ในระบบกฎหมายในรัฐเสรีประชาธิปไตยจึงยกย่องและให้คุณค่ากับเสรีภาพในการชุมนุมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมจึงต้องอาศัยเหตุผลที่หนักแน่นและเคร่งครัดตามที่ปรากฏในกฎหมายสูงสุดของประเทศ และมิใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจออกกฎหมายจะกำหนดอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ
คำว่า “เสรีภาพ” นั้น มีความหมายอยู่ในตัวเองว่าหมายถึงขอบเขตแห่งการกระทำของบุคคลที่สามารถกระทำอะไรก็ได้ตามที่ใจปรารถนาตราบเท่าที่การกระทำดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ หรือจะกล่าวว่า เราสามารถใช้เสรีภาพของเราได้โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดโดยรัฐ ตราบเท่าที่ไม่กระทบผู้อื่นรัฐก็ไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้
กฎหมายชุมนุมสาธารณะที่เพิ่งประกาศใช้นี้กำหนดเอาไว้ในมาตรา 10 ว่า ผู้ที่ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะให้แจ้งการชุมนุมต่อหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่จะมีการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งวัตถุประสงค์ของการให้แจ้งดังกล่าวก็เพื่อที่เจ้าหน้าที่รัฐจะได้คอยดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เช่น จัดการจราจรในบริเวณที่ชุมนุมเพื่อมิให้การชุมนุมกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ทางเกินสมควร การแจ้งการชุมนุมจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ชุมนุมเอง มิใช่เงื่อนไขในการใช้เสรีภาพแต่อย่างใด การไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้ามีผลเพียงทำให้ผู้ชุมนุมต้องแบกรับความเสี่ยงเองในกรณีที่การชุมนุมไม่เป็นไปโดยราบรื่น จะเห็นว่าหากพิจารณาเพียงเท่านี้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้การแจ้งเป็นเงื่อนไขของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมแต่อย่างใด
แต่หากไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมภายในกำหนด กฎหมายนี้กำหนดในมาตรา 14 ให้ถือว่าการชุมนุมสาธารณะดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำเนินการให้เลิกการชุมนุมได้ตามมาตรา 21 ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาบทบัญญัติอื่นๆ ต่อไปอีกก็จะพบข้อจำกัดและเงื่อนไขในการใช้เสรีภาพอีกมาก เช่น มาตรา 17 กำหนดว่าหากไม่ได้แจ้งว่าจะมีการเคลื่อนขบวนหรือเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุม จะทำการเคลื่อนขบวนหรือเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งล่วงหน้า หรือมาตรา 18 กำหนดว่า หากล่วงเลยระยะเวลาการชุมนุมที่แจ้งไว้ หากจะขอขยายระยะเวลาก็ต้องแจ้งขอขยายล่วงหน้าเช่นกัน ผลของการไม่ดำเนินการดังกล่าวสามารถนำไปสู่การดำเนินการให้เลิกชุมนุมได้เช่นกัน ทำให้การแจ้งดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมซึ่งขัดกับหลักเสรีภาพดังกล่าวมาแล้ว
จะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดเงื่อนไขในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมเอาไว้มากมาย (ซึ่งยังมีที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง) จนทำให้การใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะเป็นไปได้ยาก หรือหากจะเป็นไปได้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับกลุ่มคนตัวเล็กๆ จนดูราวกับว่า การชุมนุมที่ถูกสอดส่องอยู่ตลอดเวลาตามกฎหมายนี้ เป็น “การชุมนุมที่ปราศจากเสียง”.



