
คนโกงไม่มีที่ยืน
คนโกงไม่มีที่ยืน : บทบรรณาธิการประจำวันที่20ก.ค.2558
ผ่านมา 1 ปีกว่าที่รัฐบาลภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามาบริหารประเทศ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งนอกเหนือจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้เหล่าทัพเข้ามาบัญชาการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อขจัดปัญหานี้ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนของสังคม สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด อาทิ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่จะทำหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขณะที่ศาลอาญาได้ตั้งแผนกคดีคอร์รัปชั่นขึ้นมา ถือเป็นเรื่องเชิงบวกที่ศาลได้ตอบสนองกระแสสังคมที่อยากให้มีการพิจารณาคดีคอร์รัปชั่นอย่างรวดเร็วโดยผู้ชำนาญงาน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเพิ่มบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างรุนแรง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 มีสาระสำคัญในมาตรา 123/2 มีว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท หรือประหารชีวิต
เห็นได้ว่าทุกครั้งที่มีการใช้อำนาจพิเศษด้วยการปฏิวัติ-รัฐประหารเข้ามาปกครองประเทศ การทุจริตคอร์รัปชั่นจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผล แต่เมื่อสถานการณ์คืนสู่ประชาธิปไตยเมื่อไหร่ นักการเมือง ข้าราชการและเอกชนเองเริ่มปรับตัวและรู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร คอร์รัปชั่นก็จะพุ่งเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าเราจะออกกฎหมายอะไรมาก็เอาชนะคอร์รัปชั่นไม่ได้ เพราะการทุจริตจะทำเป็นขบวนการและปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการไปตามยุคสมัย มีการศึกษาช่องทางกฎหมายมาอย่างดี และมีผู้มีอำนาจระดับสูงคอยอำนวยความสะดวก เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ผ่านมาจึงไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนกับวันนี้ที่สถานการณ์ดูจะดีขึ้น แต่คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ตัวเลขความไม่โปร่งใสมีแนวโน้มลดลง
การจะเอาชนะการคอร์รัปชั่นกันด้วยกฎหมายอย่างเดียวคงไม่ได้ จะต้องอาศัยผู้รู้เพื่อพิจารณาศาสตร์ชั้นสูงทั้งคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ประชานิยม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างถ่องแท้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าการที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนให้เห็นว่าการโกงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ คนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคม เราคงต้องวัดใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศให้ความสำคัญกับภาคประชาชนร่วมสร้างพลังและเข้าไปเป็นกลไกหนึ่งของการร่วมตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐอย่างจริงจัง รัฐต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมขึ้นมาก่อน เพื่อมรรคผลในการสร้างสำนึกให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายว่า การไม่ทุจริตถือเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด



