คอลัมนิสต์

หยุดฆาตกรรมช้างป่า

หยุดฆาตกรรมช้างป่า

17 ก.ค. 2558

หยุดฆาตกรรมช้างป่า : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่่ 17 กรกฎาคม 2558

             สถานการณ์ "ช้างไทย" ยังคงตกอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า วิกฤติรอบด้าน เพราะสภาพปัญหาลุกลามไปในแทบทุกมิติ นับตั้งแต่ปัญหาช้างเร่ร่อนในเมืองใหญ่ ไปจนถึงการแย่งชิงพื้นที่กันระหว่างช้างป่ากับชาวบ้าน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากแหล่งอาหารของช้างป่าลดน้อยลง ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านก็อยู่ในจุดเสี่ยงกับแนวป่า อย่างล่าสุด ได้เกิดเหตุชวนสังเวชยิ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตรวจสอบพบช้างป่าละอูนอนตายเรียงกัน 3 ตัว อยู่บริเวณริมบ่อน้ำขุดใหม่ภายในไร่อาศรมบูรพาของประชาชน หมู่ 1 บ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนงานเฝ้าพื้นที่ภายในไร่ดังกล่าว โดยยอมรับสารภาพว่า ได้เดินสายไฟฟ้ารอบสระน้ำเพื่อป้องกันช้างป่าเอาไว้

             เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้ แทบไม่มีความแตกต่างกับคดีฆาตกรรมช้างป่าตัวแล้วตัวเล่า ในพื้นที่แนวชายป่าตะวันตก เพราะช้างป่าในทัศนคติของชาวบ้าน ที่ทำเกษตรกรรมเพาะปลูกพืชผักผลไม้นั้น ไม่ใช่สัตว์น่ารัก น่าสงสาร และเป็นสัตว์ที่พึงสงวนไว้แต่อย่างใด ด้วยเห็นว่าพฤติกรรมของช้างป่าหาได้แตกต่างไปจากศัตรูพืชอื่นๆ ที่สามารถใช้สารเคมีกำจัดได้ การฆ่าช้างเพื่อรักษาผลผลิตก็เหมือนกับการฆ่าหนอนฆ่าแมลง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคาดการณ์ได้ว่า ยังจะมีช้างป่าอีกจำนวนมากที่จะต้องตายลงเพราะกับดักของชาวบ้าน ตราบเท่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและเข้มแข็งเพียงพอที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ทั้งสองฝ่ายในอาณาบริเวณรอยต่อพื้นที่เกษตรกรรมกับป่าตะวันตกกินระยะทางยาวถึงภาคใต้ตอนบนไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกันได้

             จากการศึกษาพบว่า ช้างป่าต้องการที่อยู่อาศัยเป็นป่าพื้นที่ราบที่มีแหล่งอาหารและน้ำสมบูรณ์เพียงพอ แต่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในบริเวณ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ที่ผ่านๆ มา พบว่า ชาวบ้านได้บุกรุกพื้นที่แผ้วถางป่าเพื่อการทำกิน ซึ่งต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรกรรมทั้งพืชล้มลุกไปจนถึงไม้ยืนต้นอย่างสวนปาล์มหรือแม้กระทั่งยางพารา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการแก่งแย่งพื้นที่อยู่อาศัยของช้างป่าทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังคงใช้นโยบายออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกินให้ชาวบ้านที่เคยบุกรุกก่อนหน้านั้น ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรุกล้ำก้ำเกินพื้นที่อยู่อาศัยของช้างป่ามากขึ้นทุกที ซึ่งไม่แน่นักว่า ในอนาคตจำนวนช้างป่าแถบนี้จะเหลือมากน้อยขนาดไหน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีข้อมูลว่า ช้างป่าละอู-ห้วยสัตว์ใหญ่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม

             หลายครั้งที่เกิดเหตุช้างป่าถูกฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนพบว่า ชาวบ้านซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาส่วนใหญ่แล้ว "เจตนาฆ่า" มากกว่าจะเป็นการป้องปราม หรือว่าเป็นอุบัติเหตุเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นี่จึงเป็นโจทย์ข้อแรกที่ฝ่ายรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นใด จะต้องหาทางออกว่าในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้การประหัตประหารเข้าแก้ไขปัญหาหรือไม่ ลำดับถัดมา ก็น่าจะมีอีกหลายทางออก เช่น การสำรวจถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารของช้างป่าเพื่อจัดทำแผนที่ และวางแนวป้องกันสัตว์ เช่น รั้วไฟฟ้ากระแสต่ำ และในระยะยาวคือ การแก้ปัญหาบุกรุกแผ้วถางป่า และการออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกินที่จำเป็นต้องพิจารณาทบทวนให้เป็นไปตามนโยบายการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรมและไม่เบียดบังสภาพแวดล้อมจนเกิดปัญหาอย่างที่ปรากฏอยู่