คอลัมนิสต์

ฝ่าวิกฤติน้ำ

ฝ่าวิกฤติน้ำ

14 ก.ค. 2558

ฝ่าวิกฤติน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

               ชาวบ้านริมคลองระพีพัฒน์บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นสภาพน้ำแห้งขอดก้นคลองเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้มาก่อนเลย บางคนยืนยันว่า เท่าที่ได้สืบสาวราวเรื่อง นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่คลองนี้ถูกขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในอดีตที่ผ่านมาคลองระพีพัฒน์มีบทบาทสำคัญในการระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสัก และโครงการชลประทานในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลงมาถึงย่านรังสิต จ.ปทุมธานี ที่ อ.หนองเสือ ธัญบุรี ลำลูกกา ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานครย่านคลองสามวา เขตสายไหม และไหลลงแม่น้ำบางปะกงที่ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อคลองระพีพัฒน์ต้องแห้งขอดเพราะน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่มีเหลือมากพอที่จะส่งลงมาสนับสนุนทุกกิจกรรมอย่างในอดีต จึงเกิดวิกฤติการณ์กินวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างใหญ่หลวงทั้งด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภค

               คลองระพีพัฒน์ในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงการบริหารจัดการน้ำที่ใช้การเมืองนำเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่รัฐจะต้องเร่งแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า อย่างที่การประปาส่วนภูมิภาค สาขาธัญบุรี ต้องหยุดผลิตน้ำประปาให้บริการแก่ประชาชนอย่างกะทันหัน เพราะไม่มีน้ำดิบจากท้องคลองในปริมาณที่มากพอจะสูบขึ้นมาผลิตน้่ำประปาได้ จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า "ตามมีตามเกิด" คือประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อขอให้ปล่อยน้ำมาสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีเหลืออยู่น้อยมาก และสามารถงานได้จริงเพียงแค่ 4.7% เท่านั้น ทางออกอีกวิธีหนึ่งก็คือระดมสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเติมเข้ามาในคลองระพีพัฒน์ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักประกันใดว่าจะสามารถผลิตน้ำประปาได้เพียงพอ การแจกจ่ายน้ำดื่มน้ำใช้ตามครัวเรือนต่างๆ จึงต้องเร่งระดมให้ทั่วถึงทันการณ์ 

               จุดประสงค์ของการขุดคลองเมื่อประมาณ 100 ปีล่วงมาแล้ว ก็เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมไปพร้อมกับการคมนาคม รวมถึงการขนส่งผลผลิตการเกษตรของชาวบ้านริมสองฝั่งและคลองย่อยอื่นๆ ในพื้นที่ติดต่อกันหลายจังหวัดท้ายน้ำป่าสักจึงพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำป่าสัก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในเวลาต่อมา ชาวสวนชาวนาชาวไร่ในเขตชลประทานคลองขุดย่อมล้วนจะเชื่อในสิทธิ์ที่พวกเขาจะพึง "สูบ" ขึ้นมาเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหารให้เจริญงอกงามและฟื้นฟูขึ้นได้ในยามแห้งแล้ง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่คำร้องขอของกรมชลประทานให้งดการปักดำชั่วคราวย่อมไม่เป็นผล เครื่องสูบน้ำที่เรียกว่าพญานาคจึงเป็นเครื่องมือ "แย่งชิงทรัพยากร" ที่ถูกระดมมาตั้งเรียงรายสองฝั่งคลอง เพื่อประกาศสิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมต้องไปกระทบสิทธิ์ของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายน้ำลงมาและต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค มาถึงวันนี้ ภาพที่ปรากฏคือดอกผลของสงครามแย่งน้ำ

               กระนั้น การสืบสาวหาต้นตอของปัญหาก็น่าจะเป็นแต่เพียงเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคตขึ้นอีก แต่สิ่งที่ต้องลงมือทำเร่งด่วนก็คือ มาตรการเฉพาะหน้า ที่ภาครัฐจะต้องบริหารจัดการน้ำที่เหลืออยู่ในระบบเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึงเต็มประสิทธิภาพ บางแห่งถ้าจำเป็นต้องสั่งให้หยุดเพาะปลูกโดยเด็ดขาดก็ต้องทำ ตามด้วยการเยียวยาในรูปแบบต่างๆ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า พวกเขาประสบภัยแล้งมาตั้งแต่ปี 2555 ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ความจริงในทุกแง่มุมเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกที่เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว พร้อมร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด สุดท้ายก็คือแผนในระยะยาวดังที่ว่าจะเกิดภาวะแห้งติดต่อกันอีกนาน ซึ่งเห็นกันอยู่ว่า เป็นเรื่องไม่ไกลเกินพยากรณ์