คอลัมนิสต์

‘โซเชียลมีเดีย’สังเวียนที่ต้องทั้ง‘รับ’และ‘รุก’

‘โซเชียลมีเดีย’สังเวียนที่ต้องทั้ง‘รับ’และ‘รุก’

13 ก.ค. 2558

‘โซเชียลมีเดีย’สังเวียนที่ต้องทั้ง‘รับ’และ‘รุก’ : ขยายปมร้อน อนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna) สำนักข่าวเนชั่น

               ช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ รัฐบาล แสดงความเป็นห่วง คือ การรับรู้ข่าวสารของประชาชน ภายใต้ยุคที่เทคโนโลยีก้าวเดินอย่างไม่สิ้นสุด การรับรู้ข่าวสารที่เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ผ่านคลื่นสัญญาณที่วิ่งตามอากาศ เข้าสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาสี่เหลี่ยม ที่ทุกคนมีติดตัวเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5

               “ฝากทุกคนด้วยว่า อย่าทำร้ายประเทศของตัวเอง ต้องลดอัตราท่าทีและทัศนะเพื่อส่วนรวม เป็นห่วงเรื่องสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะสื่อดังกล่าวคนไม่สามารถแก้ตัวได้ จึงขออย่าทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ผมพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง” นายกฯ ปรารภเอาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

               กระทั่งล่าสุดมีการดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าว “บิ๊กตู่” โอนเงินหมื่นล้านไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเรื่องนี้นายกฯ เป็นคนออกมาเปิดเผยเองว่า โดนสื่อโซเชียลมีเดียโจมตี ก่อนจะมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่นาน

               หากย้อนไปก่อนหน้านั้นสักนิด มีการปล่อยข่าวบนโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้รัฐบาล-คสช. ต้องเร่งออกมาดับไฟ และดำเนินคดีกับต้นตอ คือ “ข่าวการปฏิวัติซ้อน” นอกจากนี้ฝ่ายที่ต่อต้าน คสช.เองก็มีการเคลื่อนไหวโดยอาศัยสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางเช่นกัน

               นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ความเห็นว่า การดูแลเรื่องสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงตัวของภาครัฐ เพราะภาครัฐเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย ดูแลการละเมิดสิทธิของใครต่อใคร โดยสื่อออนไลน์มีการทำทุกอย่างอยู่ในนั้น ทั้งการล่อลวง หลอกลวง ฉ้อโกง เล่นการพนัน รวมทั้งการสร้างกระแสที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด มันทำได้ง่าย ทำได้เร็ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เพราะข่าวสารไปได้เร็ว

               “ถ้าเราละเลย หรือดูแลเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ นอกจากจะกระทบต่อรัฐบาล แล้วยังกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจด้วย อย่างไรก็ตามภัยของโซเชียลมีเดียเองถือว่าได้รับผลกระทบกันทั้งโลกการพัฒนาและปรับตัวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ต้องปรับตัวให้เร็วกว่านี้ ทั้งกระทรวงไอซีที สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้เห็นได้ถึงภาพของการปรับตัวพอสมควร จากการจับผู้กระทำผิดได้รวดเร็ว”

               ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า มีข้อมูลข่าวสารที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล องค์กร รัฐบาล และประเทศชาติ ออกมาเป็นระยะ ขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายที่จะดูแลในส่วนนี้ แต่เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาก็กำลังดำเนินการในเรื่องของกฎหมายดิจิทัลที่เกี่ยวกับตรงนี้อยู่ เพื่อจะให้มีมาตรการในการดูแล ถ้ามีการบิดเบือนและทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล องค์กร ประเทศนั้น ต้องมีมาตรการในการที่จะควบคุม คนที่ปล่อยข้อมูลในลักษณะนี้ออกมาต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย

               รองโฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลด้านความมั่นคงพบว่ามันไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่มีการดำเนินการเป็นขบวนการของผู้เสียผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้คือ ดำเนินการจัดทำกฎหมาย และติดตามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนายกฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

               “หลายคนบอกว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องไปดูสื่อโซเชียลมีเดีย ให้ไปฟังจากสื่อหลักดีกว่า แต่นายกฯ มีความรู้สึกว่า ปัจจุบันโลกมันไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว สื่อโซเชียลมีเดียมีความสำคัญมีความจำเป็น เพราะส่งต่อกันง่าย โดยการส่งข้อมูลต่อไป แม้จะเป็นในลักษณะการตั้งคำถามก็เหมือนกับเป็นการไปเผยแพร่อีกแบบ นายกฯ จึงให้ความสำคัญว่า เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงความชัดเจน ทำความเข้าใจกับประชาชนโดยทันที อย่าละเลย และต้องไม่เป็นการไปเปิดประเด็นเพิ่มเติม เช่น ข่าวที่อยู่ในโลกโซเชียล แล้วยังไม่โด่งดังถึงขนาดที่สื่อหลักหยิบมาเล่น ก็ต้องชี้แจงในโซเชียลกลับไป ไม่ต้องมาเปิดพื้นที่ให้ ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ และขอฝากวลีหนึ่งว่า เมื่อมีข่าวสารที่ไม่เป็นคุณต่อบ้านเมือง ถ้าไม่ส่งต่อให้กับคนอื่น ก็ถือว่าท่านได้ช่วยทำให้บ้านเมืองสงบแล้ว” เสธ.ไก่อู ระบุ

               คงต้องยอมรับว่า โลกในยุคไร้พรมแดนนี้ หากจะหยุดการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารนั้น นอกจากรัฐบาลคอยเป็นฝ่ายรับ คอยเฝ้าระวังแล้ว การทำงานเชิงรุกกับสื่อโซเชียลมีเดียที่ดีที่สุดและช่วยเป็น “เกราะ” ให้รัฐบาลได้คือ ผลงานที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงๆ