
ท้าทายสันติสุขใต้
ท้าทายสันติสุขใต้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ก.ค.2558
สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังคนร้ายก่อเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจด้วยการใช้จักรยานยนต์บอมบ์ที่ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา รวมถึงขว้างระเบิดเข้าไปในร้านอาหารถึง 3 แห่งกลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เกิดเหตุไฟลุกไหม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบตั้งแต่ช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 11 กรกฎาคม และยังมีเหตุระเบิดเสาไฟฟ้าที่ อ.ธารโต จ.ยะลา สั่งลาในช่วงเช้าเล่นเอาอลหม่านไปทั้งคืนกับเหตุความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ชาวมุสลิมถือศีลอดหรือที่เรียกกันว่าเทศกาลรอมฎอนที่ก้าวสู่ช่วง 10 วันสุดท้าย
ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ร้อนระอุขึ้นในช่วงนี้ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยวิเคราะห์เทน้ำหนักไว้ตรงกันคือเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน มีการปลุกระดมกลุ่มติดอาวุธหรือที่เรียกตัวเองว่านักรบและแนวร่วม ว่าหากก่อเหตุร้ายในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนจะได้บุญมาก ซึ่งกลุ่มติดอาวุธพวกนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ไม่ได้ถูกเชื้อเชิญให้มาร่วมวงเจรจาสร้างสันติสุขในพื้นที่ จึงไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยเจรจาดับไฟใต้ของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่อยู่ในขณะนี้ สังเกตได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ก็มีการติดป้ายผ้าคัดค้านการเจรจาที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
เป้าหมายการโจมตีมุ่งไปที่พื้นที่เศรษฐกิจตามแนวชายแดน ซึ่ง ต.ปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ใน อ.สะเดา จ.สงขลา ไม่ได้เป็นพื้นที่ประกาศกฎหมายพิเศษ ทั้งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แต่ระยะ 1-2 ปีหลังกลับเกิดเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง ในแถลงการณ์ของคณะพูดคุยสันติภาพ ที่นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็น ซึ่งจัดการพูดคุยขึ้นในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556 ก็ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่นี้และเคยผนวกเอาสะเดาเข้าเป็นอำเภอหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาความมั่นคง รวมกับ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ใน จ.สงขลา
แต่กระนั้นจากข้อมูลการตรวจพิสูจน์ระเบิดค่อนข้างชัดเจนว่า เหตุระเบิดทั้งที่สุไหงโก-ลก กับปาดังเบซาร์ มีความเชื่อมโยงกัน มีคนสั่งการคนเดียวกัน และน่าเชื่อว่าเหตุรุนแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนรอมฎอนจะยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะมีประเด็นท้าทายที่สำคัญ คือ การเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐเปิดตัวเข้าร่วมพูดคุยกับรัฐบาลไทยแล้วอย่างน้อย 6 กลุ่ม โดยมีการพูดคุย 3 ฝ่ายอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งแนวโน้มคาดว่าปลายปีนี้จะเริ่มพูดคุยประเด็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การลงนามในสัตยาบันร่วมกันในปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559
ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้กองทัพได้พยายามคืนความสุขให้คนปลายด้ามขวาน ด้วยการลดเงื่อนไขความรุนแรงโดยเปิดพื้นที่ให้คู่เจรจาเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนซึ่งจะสิ้นสุดในกลางเดือนนี้ นอกจากจะเป็นดัชนีชี้วัดว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดีขึ้นจริงตามที่รัฐบาลประกาศหรือไม่แล้ว ยังจะเป็นตัวชี้อนาคตของวงพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่ารัฐบาลจะเดินไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ หรือว่าต้องหยุดชะงักหรือปรับขบวนทัพใหม่อีกรอบ



