คอลัมนิสต์

รำลึก'วัยหนุ่มที่หายไป'

รำลึก'วัยหนุ่มที่หายไป'

09 ก.ค. 2558

รำลึก'วัยหนุ่มที่หายไป' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               อ่านข่าวเพื่อนพ้องน้องพี่ มีวิวาทะในกรณี "จับนักศึกษา 14 คน" บ้างก็เชียร์ บ้างก็ชัง ทำให้ผมนึกถึง "เรื่องเล่า" ที่เคยเขียนไว้ในเนชั่นสุดสัปดาห์ เมื่อสิบกว่าปีก่อน

               ผมตั้งชื่อเรื่องเล่าชุดนั้นว่า "วัยหนุ่มที่หายไป" เป็นการบันทึกชีวิตช่วงหนึ่ง ที่ได้ออกไปก่อร่างสร้าง "คอมมูนชนบท" ที่นครสวรรค์

               ปีนั้น ผมอายุ 18 ปี ได้ร่วมคิดร่วมฝันกับ "รุ่นพี่" อายุ 22 ปี ว่าจะสร้างชุมชนใหม่ ด้วยลำแข้งของตัวเราเอง

               เดิมที "รุ่นพี่" ได้ร่วมทำงานใน "คณะกรรมการตรวจสอบและประนอมหนี้สินของชาวนา" (ก.ส.ส.) ตามคำสั่งของรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ในพื้นที่นครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี

               ก.ส.ส.เกิดขึ้นมาจากการเรียกร้องของชาวนาชาวไร่ 11 จังหวัด ที่ยกขบวนเข้ากรุง เพื่อให้รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ช่วยเหลือรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาโรงสี ช่วยจัดหาปุ๋ยน้ำมันราคาถูก และให้รัฐบาลควบคุมค่าเช่านา ไม่ให้สูงจนเกินไป

               จริงๆ แล้ว ความเดือดร้อนสำคัญของชาวนา พ.ศ.นั้น คือปัญหาไร้ที่ดินทำกิน เพราะชาวนาส่วนใหญ่ยังเช่านาจากเจ้าที่ดิน และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ก็เกิดตามมา อันเนื่องจากรายจ่ายที่สูงขึ้น ทั้งค่าเช่านา ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าน้ำมัน

               ด้วยแรงกดดันจากม็อบชาวนาหลายระลอก รัฐบาลสัญญา จึงใช้มาตรา 17 (ตามธรรมนูญการปกครองชั่วคราว) เพื่อให้อำนาจเด็ดขาดแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหาหนี้สินและค่าเช่านา พร้อมกับจัดตั้ง ก.ส.ส. ขึ้นมารองรับการทำงานดังกล่าว

               ก.ส.ส.ระดับชาติ และระดับจังหวัด จะมีตัวแทนของภาครัฐและศูนย์นิสิตฯ ตั้งโต๊ะทำงานร่วมกัน ซึ่ง ก.ส.ส.มีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วย เจ้าที่ดิน (นายเงิน-นายทุน) ทุกราย มาชี้
               แจงกรณีที่มีชาวนาร้องทุกข์เรื่องค่าเช่าที่ดิน

               การรุกใหญ่ของรัฐบาลสัญญา โดยดึงนักศึกษาเข้ามาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบจากข้าราชการท้องถิ่นต่อรัฐบาลพอสมควร

               ที่สำคัญ เจ้าที่ดิน นายทุนเงินกู้ ล้วนสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ในหมู่ข้าราชการไว้เหนียวแน่น จนยากที่นักศึกษาจะเข้ามาเจาะทะลวงได้ จึงนำไปสู่ความล้มเหลวของ ก.ส.ส.

               แม้ ก.ส.ส.จะปิดฉากลงพร้อมกับรัฐบาลสัญญา แต่ "รุ่นพี่" ก็ยังช่วยเหลือชาวนาในแถวถิ่นต่อไป และได้มาพบกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน และยื่นข้อเสนอต่อผู้แทน

               ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ให้ช่วยประสานงานกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าไปทำกินในผืนดินที่เรียกกันว่า "หนองน้ำขุ่น" ซึ่งรกร้างว่างเปล่าอยู่ ตอนแรก "รุ่นพี่" ติดต่อขอเช่าที่ดิน

               จากกรมราชทัณฑ์ แต่ฝ่ายรัฐไม่ยอมให้เช่า เขาจึงปรึกษากับแกนนำชาวบ้าน แล้วตัดสินใจนำชาวนากว่า 60 ครัวเรือนบุกเข้าไปยึดที่ดินของเรือนจำชั่วคราวหนองน้ำขุ่น และตั้งบ้านเรือนเป็นที่เรียบร้อย โดยปราศจากการขัดขวางจากทางราชการ เมื่อต้นพฤศจิกายน 2517

               ที่ดินผืนนั้นอยู่บริเวณรอยต่อ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ กับ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ซึ่งส่วนที่ไม่ได้เป็นป่า ชาวบ้านแถวนั้นได้เช่าเรือนจำหนองน้ำขุ่นทำนามาเกือบชั่วอายุคนแล้ว

               การจัดตั้งชุมชนใหม่ เราเรียกว่า "หมู่บ้านสหกรณ์รวมหมู่" โดยผมกับรุ่นพี่ แบ่งงานกันทำ ผมวางแผนเรื่องการจัดการศึกษาในหมู่บ้าน และระดมเพื่อนๆ มาเป็นครูอาสาสมัครที่หมู่บ้าน

               "รุ่นพี่" ดูแลเรื่องการผลิต โดยในปีแรก เราตัดสินใจทำนารวมหมู่แบบ "คอมมูน" ในประเทศสังคมนิยม เนื่องจากเป็นปีที่ต้องการแรงงานมาบุกเบิกไร่นา โดยชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงาม

               กลางฤดูฝนปี 2518 ข้าวกล้ากำลังแตกกอ คอมมูนของพวกเราตกเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าเป็น "เขตปลดปล่อย" ของคอมมิวนิสต์ ตามมาด้วยกลุ่มลูกเสือชาวบ้านมาประท้วงขับไล่ "นักศึกษา" ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มสับสน

               โชคดีที่แกนหลักชาวบ้านเข้าใจ จึงช่วยกันประคอง "คอมมูน" จนมาถึงฤดูเก็บเกี่ยว และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เมื่อถึงฤดูกาลใหม่ ก็จะแบ่งนากันทำ ครอบครัวละ 15 ไร่

               ต้นปี 2519 เราตัดสินใจทิ้งวัยหนุ่มไว้ที่คอมมูนหนองน้ำขุ่น แยกย้ายกันไปไล่ล่าความฝัน ตาม "วิถี" และโดย "วิธี" ของแต่ละคน