
จากจับ14นักศึกษาถึงภาพร่างอนาคต
จากจับ14นักศึกษาถึงภาพร่างอนาคต : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
การจับกุม 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้สะท้อนปรากฏการณ์ในสังคมนี้ได้อย่างหลากหลาย และพอจะทำให้เห็นภาพร่างในอนาคตของประเทศไทยได้ไม่ยากนัก ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มีรากฐานมาจากสภาพสังคมในอดีตทั้งสิ้น
ประการแรกคือความขัดแย้งที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้เป็นเหตุผลในการเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง และพยายามทำให้เห็นว่าตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ในอำนาจสูงสุดนั้นความขัดแย้งได้ลดลงพร้อมทั้งความสงบได้แผ่คลุมทุกพื้นที่ภายใต้สโลแกน “คืนความสุขสู่ประชาชน” นั้นดูเหมือนว่ายังไม่คืบหน้ามากนัก
จริงอยู่ที่สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองซึ่งเคยวุ่นวายก่อนหน้านี้จะสงบลง และไม่มีกลุ่มการเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนมาชุมนุมได้อีกเลยนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แต่นั่นก็เป็นเพราะ คสช.ได้ใช้อำนาจที่เด็ดขาดในการเข้าไปควบคุม คนที่มีศักยภาพพอที่จะเป็นแกนนำหรือมีการแสดงความเห็นที่ส่อจะกระทบก็ถูกจับตามองและถูกเชิญไป “ปรับทัศนคติ”
แต่การกระทำเช่นว่ามิอาจทำให้ความเห็นต่างและความขัดแย้งห่างหายหรือบรรเทาไปจากสังคมไทย หากแต่เพียงคล้ายกับกวาดขยะไปซุกไว้ใต้พรมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการปิดกั้นความเห็นและการแสดงออกยิ่งจะทำให้ความอัดอั้นมีมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน
ดังเราจะเห็นจากกรณีนี้ที่เมื่อมีการจับกุมนักศึกษา ทำให้เกิดการปะทะทางความคิดของคนสองกลุ่มอย่างชัดเจน มีการโจมตีและดิสเครดิตพร้อมทาสีให้ทั้ง 14 คน การล่าแม่มด นำข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดเผยแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรียกร้องใดๆ เลยก็ตาม
จากเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นนี้ คสช.น่าที่จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส หากต้องการคืนความสามัคคีให้แก่คนไทยจริงๆ โดยกลับมาทบทวนว่าตัวเองทำอะไรที่ผิดพลาด หรืออะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้งานเรื่องนี้ไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่นับถึงวันนี้พวกเขาก็อยู่ในตำแหน่งมามากกว่า 1 ปีแล้ว
ประการต่อมาที่เห็นคือความหวั่นไหวของผู้ที่อยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำเสนอข่าวในเรื่องนี้ จนนำมาซึ่งการจัดการสถานการณ์อย่างไม่เหมาะสมนักและทำให้เรื่องราวถูกโหมกระพือหนักขึ้นไปอีก เช่นการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมายอมรับว่ามีการเรียกผู้บริหารไทยพีบีเอสไปพบจากกรณีการนำเสนอสกู๊ปข่าว 14 นักศึกษา นอกจากนี้ยังมีสื่ออีกหลายสื่อที่ถูกเรียกไปชี้แจงเช่นเดียวกัน
ว่ากันตามจริงคือ สกู๊ปของไทยพีบีเอสที่นำเสนอไปนั้น แทบจะไม่มีใครพูดถึงหลังออกอากาศ เพราะเป็นการเล่าเรื่องความเป็นมาเท่านั้น และน่าที่จะเลือนหายไปในเวลาไม่นาน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นยิ่งทำให้คนอยากหามาดูว่าเป็นการนำเสนอแบบไหนจึงเป็นที่มาของการเรียกชี้แจง ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายกับกรณีจับกุมนักศึกษาทั้ง 14 เพราะมีคนมองว่าหากปล่อยให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมโดยไม่มีโอเวอร์แอ็กชั่นตามมา กิจกรรมเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับความสนใจขนาดนี้ และเรื่องราวก็จะไม่บานปลาย จนขณะนี้มีกระแสเรียกร้องจากทั้งในและต่างชาติเป็นอย่างมาก
งานนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจเอง หรือเป็นระดับรองลงมาที่จัดการงานนอกสั่ง ซึ่งหากเป็นอย่างหลังก็ควรมีการสั่งการหรืออบรมให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะการกระทำเช่นนี้นำมาซึ่งแรงกดดันต่อรัฐบาล แต่หากเป็นการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจก็ยิ่งควรทบทวนถึงการจัดการสถานการณ์ของตัวเองเช่นกัน
ที่สำคัญที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของ คสช. และพร้อมที่จะออกมาแสดงความเห็นต่างอย่างไม่เกรงกลัว และดูเหมือนว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม
ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะไม่อยากเอาตัวเข้าเสี่ยง เพราะมองว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง แต่เมื่อถึงสถานการณ์ที่ความไม่พอใจพุ่งขึ้นสูง เมื่อนั้นความเคลื่อนไหวก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ดังที่เราเห็นได้จากการต่อสู้ทางการเมืองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้ว่าเมื่อถึงคราวก็ไม่มีใครกลัวใครอีกต่อไป
ต้องถามว่า คสช. ที่เข้ามานี้ต้องการที่จะสลายความขัดแย้งหรือสร้างความสามัคคี หากเป็นอย่างแรกก็ให้กระทำการดังที่กระทำมาต่อไป แต่หากเป็นอย่างหลังอาจต้องทบทวนบทบาท เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้มากขึ้นและรีบกลับเข้าสู่ระบบปกติโดยเร็วที่สุด



