คอลัมนิสต์

ต้องจัดลำดับความจำเป็น

ต้องจัดลำดับความจำเป็น

07 ก.ค. 2558

ต้องจัดลำดับความจำเป็น : บทบรรณาธิการวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558

             คณะกรรมการคัดเลือกแบบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ที่มี พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 3 ลำ ลำละ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือตามงบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้กองทัพเรือให้เหตุผลถึงความจำเป็นจากภัยคุกคามทางทะเลในรูปแบบใหม่ตามความผันผวนของสถานการณ์โลก หากมีเรือดำน้ำอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเพื่อใช้ในการต่อรองกับนานาชาติ หรือเพื่อให้ประเทศไทยมีเสียงที่ดังพอกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขณะนี้ประเทศในย่านนี้ต่างก็จัดซื้อเรือดำน้ำมาเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือกันแล้วหลายประเทศ อย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ ก็มีเรือดำน้ำประจำการ

             กรณีดังกล่าวถือเป็นข่าวที่ฮือฮาอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะข้อเสนอของกองทัพเรือมีขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลไทยที่มาจากการรัฐประหาร กลุ่มประเทศทางตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้แสดงอาการไม่ตอบรับ ขณะที่สัมพันธภาพกับรัฐบาลจีนกลับดีวันดีคืน แถมยังมีโครงการใหญ่ๆ ที่ประเทศไทยกำลังจะนำเข้าเทคโนโลยีจากมหามิตรแห่งเอเชีย อย่างเช่น รถไฟความเร็วสูง ในทางกลับกัน เมื่อหันมาดูบรรยากาศภายใน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมาย และยังประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เข้ามาเป็นปัจจัยลบที่จะสร้างความเดือดร้อนแสนเข็ญให้แก่ประชาชนทุกหย่อมหญ้า จึงเกิดคำถามตามมาว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นขนาดไหนที่จะใช้เงินงบประมาณมากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท ไปเพื่อสร้างแสนยานุภาพให้แก่กองทัพเรือ ซึ่งก็ยังมีข้อคลางแคลงในเรื่องประสิทธิภาพของสิ่งที่จะซื้่อหามาด้วยอีกต่างหาก

             ในเรื่องของความคุ้มค่านั้น คณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อฯ ให้เหตุผลไว้ว่า ได้ศึกษารายละเอียดข้อดี-ข้อเสียของเรือดำน้ำจาก 5 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน พบว่าเรือดำน้ำจากจีนมีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องทางเทคนิค ที่อยู่ในความรับผิดชองกองทัพเรือและคณะกรรมการพิจารณาเอง แม้จะมีข้อครหาต่างๆ นานาเกี่ยวกับสินค้าจากประเทศจีน อย่างที่พูดกันว่า ของดีราคาถูกไม่มีในโลก ฉะนั้นสินค้าราคามิตรภาพจากจีนจึงมักไม่เป็นมิตรกับลูกค้าในอนาคตก็ตาม แต่กระนั้นกองทัพเรือก็มีความจำเป็นต้องตอบคำถามสังคมอีกมาก ถ้าหากคณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบ โดยเฉพาะความคุ้มค่า และเทคโนโลยีต่างๆ อันควรทัดเทียมเท่าทันในโลกยุคดิจิทัล ที่จะต้องต่อเชื่อมการติดต่อสื่อสารสารพัดรูปแบบ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ที่กองทัพเรือตั้งเอาไว้ในเรื่อง "ภัยคุกคามทางทะเล" ให้ได้ด้วย

             อย่างไรก็ตาม ในทางการทหารนั้น ข้อเสนอของกองทัพเรือก็ถือว่ามีเหตุผล ถ้าหากไม่นับในเรื่อง "มีเสียงที่ดังพอกับประเทศเพื่อนบ้าน" ก็ยังเป็นเรื่องการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และการป้องกันภัยทางทะเลของไทย  แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกันก็คือ การจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนในชาติบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้ก็ทราบกันดีว่า ยังมีปัญหาอีกหลายอย่างที่รอการแก้ไข ทั้งเรื่องเฉพาะหน้าคือ ภาวะภัยแล้ง ทั้งเรื่องระยะยาวคือ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติ อย่างที่กำลังวิตกกังวลกันถึงคุณภาพการศึกษาของบัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏ และราชมงคล ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สถาบันการศึกษาเหล่านี้ได้งบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ก็ยิ่งจะทำให้เห็นว่า รัฐให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาของประเทศมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีที่มาจากรัฐประหาร ควรยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษด้วย