
ปฐมบทปรองดอง
ปฐมบทปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ก.ค.2558
แนวทางการสร้างความปรองดองให้แก่คนในชาติกำลังเดินหน้าเป็นรูปเป็นร่างอย่างเงียบๆ หลังจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้สรุปแนวทางสร้างความปรองดองจำนวน 37 หน้าไว้ โดยมีเนื้อหาทั้งในเรื่องของการป้องกัน การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุความขัดแย้ง การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริง การเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ การสำนึกรับผิดชอบและการอภัย เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม สปช. ในวันที่ 6 กรกฎาคม ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะเสนอให้รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หน่วยงานยุติธรรมที่เกี่ยวข้องและ สนช.รับทราบต่อไป
ที่น่าสนใจแนวทางปรองดองดังกล่าวได้พูดถึงการสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน หลังจากที่ประเทศไทยได้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งขั้วจนนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายไปกันทั้งสองฝ่าย เกิดความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างเหลือคณานับ จากเหตุที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤตินานนับสิบปี ขาดการขับเคลื่อนองคาพยพของประเทศให้หยุดชะงัก ซึ่งความขัดแย้งทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดการจับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คน ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารกลุ่มคสช. พร้อมทั้งเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยโดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายทหารก็ออกมาชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องเข้ามาโดยวิธีพิเศษและเมื่อจัดระเบียบประเทศตามโรดแม็พแล้ว ก็จะถอยทับกลับสู่กรมกองแน่นอน
ต้องยอมรับว่าปัญหานักศึกษาทั้ง 14 คน ในนามกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ถูกจับกุมในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 และประกาศ คสช.และถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่งผลทางการเมืองต่อรัฐบาลและคสช.อย่างมาก ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาจากหลายภาคส่วนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากในส่วนของนักวิชาการทั่วประเทศ และการเรียกร้องจากองค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ทยอยกดดันรัฐบาล และกำลังอยู่ในสายตาของประชาคมโลก ขณะเดียวกันบางส่วนของสังคมก็ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มนี้โดยอ้างว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยกลุ่มการเมืองเก่าคอยชักใยหนุนหลัง
ล่าสุด ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจะผ่อนคลายขึ้น จากที่เคยแข็งกร้าวชนิดสุดโต่งก็ค่อยๆ เย็นลงเพื่อหาทางจบปัญหาด้วยถ้อยคำที่ว่า "ผมไม่ตำหนิการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา ถือเป็นพลังบริสุทธิ์ซึ่งน่าที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านนี้เมืองได้อีกมากในอนาคต เพราะฉะนั้นในคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าหากว่ายอมรับกัน พูดจากันรู้เรื่อง อะไรรู้เรื่อง ร่วมมือกัน เราก็จะหาทางที่จะดูแลให้" นั่นเท่ากับว่ารัฐบาล คสช.เริ่มเข้าใจเจตนาการเคลื่อนไหวของนักศึกษาด้วยความบริสุทธิ์ที่อยากเห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมีประชาธิปไตย แต่กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมายเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้แก่กลุ่มอื่น ดังนั้น รัฐบาลจะต้องใช้ความละเอียดอ่อนและนุ่มนวลในการเข้าไปแก้ไขด้วยเหตุด้วยผลจับเข่าคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงครูบาอาจารย์เองก็ต้องคอยคัดท้ายให้ลูกศิษย์อยู่ในกรอบความถูกต้อง หากทั้งสองฝ่ายได้หันหน้าคุยกันอย่างเปิดอกอาจจะก่อให้เกิดสะเก็ดไฟของความปรองดองขึ้นก็เป็นได้



