คอลัมนิสต์

 แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’

แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’

06 ก.ค. 2558

แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร

           การแสดงออกของ “ผู้มีอำนาจ-ผู้ปกครอง” บางคน กับ “สื่อมวลชน” ที่นำเสนอข่าวสารและความเคลื่อนไหวของตัวแทนประชาชนกลุ่มที่แสดงความรู้สึกตัวเอง ต่อความไม่ยินดีกับการใช้อำนาจผ่านกลไกที่ขัดกับประชาธิปไตย ทำให้ตอนนี้คำว่า เสรีภาพสื่อ ดูเหมือนจะห่างไกลออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโฟกัสไปยังการปฏิรูปสื่ออันควรปราศจากการแทรกแซงใดๆ ก็ยิ่งน่าหวั่นเกรงว่าจะสำเร็จหรือไม่

            ทั้งนี้ยอมรับได้ว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนเป็น 1 ใน 11 เรื่องที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ให้ความสำคัญ ระดับกำหนดไว้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพราะมูลเหตุแห่งการจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างที่มีการชุมนุมทางการเมืองและยุยงความขัดแย้ง แต่การปฏิรูปสื่อมีเสียงท้วงจากคนทำสื่อหลายแขนงว่า อย่าทำแบบเหมารวมและวางบรรทัดฐานให้ “ทุกสื่อ” ต้องตั้งแถวตรง!

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. ที่มี อ.จุมพล รอดคำดี เป็นประธาน และมีคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนอดีตสื่อ-นักธุรกิจสื่อ-นักโฆษณา-นักวิชาการด้านสื่อ และประชาชนที่ทำงานด้านสื่อ ได้นำเสนอแผนปฏิรูป ที่ 32-33-34 ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อมวลชน ระดับปฏิบัติการ

            โดยมีสาระสำคัญของแผน คือวาระ 32 การกำกับดูแลสื่อเริ่มจากออกกฎหมาย แก้กฎหมาย รวมถึงระเบียบในการกำกับสื่อ อาทิ กฎหมายจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อเป็นองค์กรกลาง ทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพ สวัสดิการ ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระ จากนั้นเป็นช่วงการจัดตั้งองค์กรกลางให้เข้ามาทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ทำประมวลจริยธรรมวิชาชีพที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงวางระบบกลไกกำกับกันเองของสื่อ และโดยประชาชนพร้อมปรับปรุงการกำกับกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมและสารสนเทศ โดยองค์กรรัฐที่เป็นอิสระ

            วาระ 33 สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เริ่มจากการทำกฎหมายเพื่อประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร สร้างธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน รวมถึงมีกลไกกำกับดูแลสื่อโดยประชาชน ขณะเดียวกันต้องสร้างมาตรฐานวิชาชีพ โดยให้ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมีพันธสัญญากับองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ ต้องมีสังกัดที่ระบุโดยใบรับรองหรือบัตรประจำตัว รวมถึงมีพันธสัญญาในการปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมมาตรฐาน โดยองค์กรตนสังกัดเป็นผู้กำกับดูแล ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาต้องปลูกฝังจิตวิญญาณวารศาสตร์และจริยธรรม ผ่านการสอนและอบรม ส่วนกลไกภารกิจเพื่อประชาชนและสร้างจิตสำนึกต้องวางระบบและกลไกที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้านบทบาทสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื้อหามีประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์

            วาระ 34 การป้องกันการแทรกแซงและครอบงำสื่อ ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน โดยจัดให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ขณะที่สมาคมผู้ประกอบการสื่อควรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เจ้าของทุนสื่อแสดงความรับผิดชอบและคำนึงถึงการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนั้นในประเด็นสวัสดิภาพและสวัสดิการต้องมีระบบอุดหนุนบุคลากรสื่อเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ขณะที่สื่อขนาดเล็ก ต้องมีกองทุนพัฒนากิจการสื่อสาธารณะเพื่อชุมชน ขณะที่กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังสื่อต้องมีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมระดับองค์กรและวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

            โดยแผนปฏิบัติการทั้ง 3 วาระจะอยู่ในช่วง 1-9 ปี โดยมีองค์กรภาครัฐ ประชาชน องค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระกำกับดูแล ขณะที่เป้าหมายและความสำเร็จตั้งไว้ที่ระบบที่เอื้อให้สื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเสรีภาพมีอิสระตอบสนองการรับรู้ข่าวสารและเข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านของประชาชน ตามหลักสิทธิพื้นฐาน

            แต่ต้องยอมรับว่า แผนปฏิบัติการ หรือแผนปฏิรูปสื่อ ที่ได้จากการระดมความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นแผนที่ทำให้เกิดสื่อที่ดี ตามอุดมคติของผู้มีอำนาจและความคาดหวังระดับบนของวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ภายใต้ความจริงที่ธุรกิจสื่อต้องยังชีพด้วยทุน และคุณภาพของข้อมูล ข่าวสาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญ การยกระดับกฎ ให้เป็นกรอบการทำหน้าที่ให้อยู่สูงกว่าอุดมการณ์และเนื้อหาที่มีคุณภาพ ทำให้ค้านกับความเป็นจริง ที่สื่อมวลชนต้องมีอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

            การปฏิรูปอะไรก็ตามภายใต้กรอบที่กดให้ศิโรราบกับอำนาจโดยไม่ปล่อยให้องค์ความรู้และหลักวิชาอยู่เหนืออำนาจเหล่านั้น ประสบการณ์ในอดีตได้บอกผ่านมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีทางสำเร็จได้