คอลัมนิสต์

สัญญาณอันตราย:โดยวิธีของเราเอง

สัญญาณอันตราย:โดยวิธีของเราเอง

03 ก.ค. 2558

สัญญาณอันตราย : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

               เรียกได้ว่าอยู่ดีๆ ก็งานเข้าอ่วมอรทัยสำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกประกาศรับสมัครงานตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงินฝึกหัด เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครว่าจะต้องได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.75 และจะรับเฉพาะผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัย 14 สถาบันเท่านั้น ทันทีที่ประกาศฉบับนี้ปรากฏออกมา ก็มีกระแสคัดค้านต่อต้าน และวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดียทุกประเภท โดยเฉพาะในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เหตุผลก็คือรายชื่อ 14 สถาบันที่ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศออกมานั้น ไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏใดๆ ปรากฏเลยแม้แต่ชื่อเดียว เมื่อกระแสต้านมาแรงขนาดนี้ ทางธนาคารเห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบออกมาชี้แจงปากสั่นคอสั่นว่า มันเป็นความเข้าใจผิดทางการสื่อสาร หรือเป็นความผิดพลาดจากการสื่อสาร ในความเป็นจริง ธนาคารไม่ได้มีเจตนาจะกระทำย่ำยีความรู้สึกและน้ำใจของสถาบันใดๆ ทั้งสิ้น

               แต่ถ้อยแถลงของธนาคารก็ดูจะไม่เกิดผลสักเท่าไหร่ แถมยังถูกมองว่าเป็นการแก้ตัวมากกว่า ล่าสุดได้ข่าวว่าที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ แสดงท่าทีว่าจะงดทำธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทกับธนาคารแห่งนี้ ไม่เพียงแต่สถาบันราชภัฏเท่านั้นที่ออกอาการ “รับไม่ได้” กับการกระทำของธนาคารชื่อดัง แต่มหาวิทยาลัยราชมงคลก็ทำท่าขยับตัวมาร่วมวงสโมสรด้วยเช่นกัน ถ้ามหาวิทยาลัยราชภัฏผนึกกำลังทำอย่างที่ว่าจริง ก็คงส่งผลกระเทือนต่อธนาคารไทยพาณิชย์อย่างมาก เพราะมหาวิทยาลัยราชภัฏมีมากถึง 40 แห่ง ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ถ้าลูกศิษย์ลูกหาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เกิดบ้าจี้และรวมตัวกันเลิกทำธุรกรรมกับธนาคารนี้จริง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ?

               เรื่องนี้รับรองได้ว่า ทั้งธนาคารและมหาวิทยาลัยราชภัฏก็หัวเราะไม่ออกกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายแรกจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที แต่การเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยออกมาอย่างโจ่งแจ้งเป็นทางการแบบนี้ ก็คือการทุบหม้อข้าวฉีกบัญชีลูกค้าทิ้งนั่นเอง ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย หาลูกค้าเข้าธนาคารแสนยาก มันจึงไม่สนุกโดยประการทั้งปวง อันที่จริงจะรับไม่รับสถาบันไหนมันก็ทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้มันอยู่ในใจและในทางปฏิบัติ นั่นคือธนาคารจะรับใครไม่รับใคร คนไปสมัครก็ไม่มีวันรู้ได้หรอก หากไม่ประกาศชื่อออกมา ทำให้พวกที่ไม่ติดโผรู้สึกเป็นศัตรูขึ้นมาทันควัน

               สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏและรวมทั้งอีกหลายสถาบันทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งไม่มีชื่อปรากฏใน 14 รายชื่อนี้ก็คงเป็นธรรมดาที่จะต้องรู้สึก “สะเทือนซาง” อยู่บ้าง ส่วนใครจะเก็บอาการได้หรือไม่ได้นั่นเรื่องหนึ่ง เพราะนี่มันเกี่ยวกับศักดิ์ศรีล้วนๆ ก็น่าเห็นใจมหาวิทยาลัยราชภัฏอยู่หรอก มีถึง 40 แห่ง แต่ไม่ติดโผแม้แต่แห่งเดียว

               ในยุคของการประกันคุณภาพทางการศึกษา สิ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยทั้งหลายในประเทศเราพากันเครียดและ “สะดุ้งสะเดิด” กันทั่วหน้า คือเรื่องกับการจัดอันดับคุณภาพของสถาบันในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับอาเซียน หรือระดับโลก ดังนั้นทุกครั้งที่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดก็ตาม ทำบัญชีจัดอันดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยไทย คนที่อยู่ในตำแหน่งอธิการบดีจึงอยู่กันไม่สุขสักเท่าไหร่นัก เพราะห่วงว่ามหาวิทยาลัยของตนจะไม่ติดอันดับ หรือติดอันดับรั้งท้าย เพราะเรื่องนี้ในทางหลักการมันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการยอมรับของสังคมเป็นอย่างมากในอนาคต ถึงขนาดที่ว่า มหาวิทยาลัยไหนไม่มีคุณภาพ ก็อาจจะเจ๊งได้เลยทีเดียว

               นั่นเป็นเหตุผลทางหลักการ แต่กรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏคราวนี้ ผมว่ามันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกมากกว่าเหตุผลใด การประกาศรายชื่อมหาวิทยาลัยจำนวน 14 แห่งของธนาคารไทยพาณิชย์ แม้ว่าจะเป็นเพียงการกระทำของหน่วยงานเอกชนหน่วยงานเดียว แต่มันส่งผลกระทบและให้ความหมายหลายอย่าง จะว่าไปแล้วนี่คือภาพจำลองของสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยไทยในอนาคต ดังนั้นการระบุชื่อสถาบันการศึกษา 14 สถาบันของธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ผมมองว่านี่คือ "สัญญาณอันตราย" ของจริง ลองคิดดูหากบริษัทต่างๆ ทำตามธนาคารไทยพาณิชย์บ้าง มันจะส่งผลกระเทือนให้แก่วงการศึกษาไทยอย่างโกลาหลอลหม่านขนาดไหน

               ผมคิดว่ามีผู้บริหารมหาวิทยาลัยอีกจำนวนมาก ที่ไม่ติดโผใน 14 รายชื่อ คงจะรู้สึกอับอายและเสียหน้าเช่นกัน เพียงแต่ไม่ออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนเหมือนบรรดาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเท่านั้นเอง การแสดงท่าทีของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ อย่างน้อยก็เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เข้าทำนอง “ฆ่าได้ หยามมิได้”

               แต่หลังจากได้แสดงจุดยืนให้สังคมได้ประจักษ์แล้ว ผู้บริหารในระดับสูงของมหาวิทยาลัยในบ้านเรา ควรจะต้องกลับมาทบทวนกันอย่างจริงจัง ถ้ากรณีธนาคารไทยพาณิชย์เป็น “วิกฤติ” ของมหาวิทยาลัย ก็ควรพลิกวิกฤตินี้เป็นโอกาส หันกลับมาย้อนทวนว่า มหาวิทยาลัยของตัวเองมีข้อบกพร่องและจุดบอดในเรื่องคุณภาพตรงไหน ต้องดูกันทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย หลักสูตรที่เปิดสอน คุณภาพผู้สอน กระบวนการเรียนการสอนและรวมไปถึงคุณภาพของนักเรียนที่รับเข้ามาเรียน หากยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แย่งชิงผู้เรียนกันถึงขนาดที่พูดกันว่า “แค่นักเรียนเดินผ่านหน้ามหาวิทยาลัย เขาก็รับเป็นนักศึกษาแล้ว” ก็อย่าได้ออกมาโวยวายเลย หากมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยกันอีกในโอกาสต่อไป

               สำหรับผม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อาจหละหลวมผิดพลาด หรือคาดไม่ถึงว่าการกระทำของตนจะส่งผลกระทบมากมายถึงเพียงนี้ แต่ก็ถือว่า นี่เป็นการสร้างคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นบริษัทเอกชน เป็นผู้ใช้ผลผลิตของมหาวิทยาลัยโดยตรง การที่ทำเช่นนี้ ย่อมถือว่าเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นคุณภาพและ “ที่ทาง” ในสังคม ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

               ศักดิ์ศรีนั้นเป็นเรื่อเกียรติยศและหน้าตา แต่คุณภาพเป็นเรื่องใหญ่กว่าครับท่านอธิการบดี.