คอลัมนิสต์

คลี่ปมแรงงานประมง

คลี่ปมแรงงานประมง

03 ก.ค. 2558

คลี่ปมแรงงานประมง : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2558

              การออกมาประสานเสียงของฝ่ายรัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ผ่อนปรนมาตรการเอาจริงกับปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย โดยกำหนดให้วันสิ้นสุดของการผ่อนผันในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ส่งผลให้ในวันรุ่งขึ้นเรือประมงทุกลำที่ยังไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องจะถูกจับกุมดำเนินคดี และให้เรือประมงจำนวนมากทยอยกลับเข้าฝั่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม บรรยากาศโดยทั่วไปของหลายจังหวัดชายทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันจึงตกอยู่ในสภาพ เสมือนผู้ประกอบการเรือประมงรวมตัวกันประท้วงมาตรการของรัฐบาลด้วยการไม่ออกทำการประมงตามปกติ ซึ่งจะทำให้สินค้าสัตว์น้ำขาดแคลนและกระทบถึงผู้บริโภคและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในที่สุด

              ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เรือประมงจำนวนมากที่กลับเข้าฝั่งและไม่ออกทำการประมงอีก ก็อาจเป็นเพราะว่าเรือประมงเหล่านั้นยังไม่ได้ไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือเรือประมงทุกลำจะต้องมีใบอนุญาต 3 ใบด้วยกันคือ 1.ทะเบียนเรือจากกรมเจ้าท่า 2.ใบอนุญาตทำประมงหรืออาชญาบัตรจากกรมประมง และ 3.เอกสารจ้างงาน และการใช้แรงงานบนเรืออย่างถูกกฎหมาย ดังนั้่น เมื่อต้องจดทะเบียนหลายใบอนุญาต หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจึงจัดจุดบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิสให้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม หลังจากวันนั้นแล้ว ก็ต้องไปดำเนินการเองตามหน่วยราชการ นั่นก็หมายความว่า ถึงอย่างไรก็ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดเอาไว้ โดยภาพรวมแล้ว อาจจะมองได้ว่า รัฐบาลเองก็อะลุ่มอล่วยให้แก่ผู้ประกอบการเรือประมงมาพอสมควร คำถามจึงตกกับบรรดาเรือประมงเช่นกันว่า ระยะเวลาผ่อนผัน 60 วันมัวไปทำอะไรกันอยู่

              การดำเนินมาตรการของรัฐบาล ก็เพื่อจะตอบคำถามสหภาพยุโรป(อียู) ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอให้อียูปลดล็อกประเทศไทยออกจากใบเหลืองสินค้าประมงที่อียูมองว่า เข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและขาดการควบคุม(ไอยูยู) ทั้งนี้รัฐบาลเองก็จำเป็นต้องเร่งลงมือจัดการปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะจากการเปิดเผยของนายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง พบว่า มีเรือประมงมาขึ้นทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว 42,051 ลำ แต่กลับมีเรือที่ไปขอใบอนุญาตการจับสัตว์น้ำเพียง 24,954 ลำเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า เรือประมงที่เหลือเหล่านี้ยังไม่มีใบอนุญาตครบ ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ได้รับเอกสารการจ้างงานและการใช้แรงงานบนเรือแล้วหรือยังด้วย พวกเขาจึงจำเป็นต้องทอดสมอรออยู่ชายฝั่ง ซึ่งนั่นคงจะเป็นภาพการประท้วงด้วยการหยุดทำประมงไปในคราวเดียวกัน
 
              ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนับเป็นเรื่องสลับซับซ้อน เพราะบนเรือประมงลำหนึ่งนั่นประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์จับสัตว์น้ำนานาชนิด ที่อยู่ในความดูแลของกรมประมง ตัวเรือที่ต้องขึ้นกับกรมเจ้าท่า ที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมประมงไทยก็คือ แรงงานบนเรือประมง นับตั้งแต่ไต้ก๋ง หรือไต๋ ผู้ควบคุมการจับปลาและกติกาบนเรือ ลงไปจนถึง ช่างเครื่อง พ่อครัวหรือจุมโพ่ และคนอวน ล้วนแต่เป็นแรงงานต่างด้าวแทบทั้งสิ้น การออกเรือแต่ละครั้งต้องใช้คนงานนับสิบๆ คน ขณะที่การทำประมงทุกวันนี้ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวเกือบทั้งหมด ซึ่งนับเป็นปัญหาหนักอกของผู้ประกอบการอยู่ไม่น้อยที่จะ "บริหารจัดการ" แรงงานต่างด้าวที่ผู้ประกอบการบอกว่า เคลื่อนไหวเข้าออกงานสูง การใช้แรงงานผิดกฎหมายจึงอยู่ในภาวะตกบันไดพลอยโจน นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่และยากที่สุดที่รัฐบาลต้องขบให้แตกเพื่อดิ้นให้หลุดเงื่อนปมของอียู