คอลัมนิสต์

กองทัพเรือไทยใกล้ถึงฝันจ่อได้‘เรือดำน้ำจีน’3ลำ

กองทัพเรือไทยใกล้ถึงฝันจ่อได้‘เรือดำน้ำจีน’3ลำ

02 ก.ค. 2558

กองทัพเรือไทยใกล้ถึงฝัน จ่อได้‘เรือดำน้ำจีน’3ลำ : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง

               โครงการจัดซื้อจัดหา "เรือดำน้ำ" ของกองทัพเรือ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังจาก พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เสนอโครงการไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมอธิบายถึงความจำเป็นต่อภัยคุกคามทางทะเลในรูปแบบใหม่ตามความผันผวนของสถานการณ์โลก

               กองทัพเรือจึงเล็งเห็นว่า หากมีเรือดำน้ำอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเพื่อใช้ในการต่อรองกับนานาชาติ หรือเพื่อให้ประเทศไทยมีเสียงที่ดังพอกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านต่างจัดซื้อเรือดำน้ำมาเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือมากขึ้น ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่เวียดนามก็มีแล้วเช่นกัน

               ล่าสุดคณะกรรมการคัดเลือกแบบที่มี พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานคณะกรรมการ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากได้ศึกษารายละเอียดข้อดี-ข้อเสียของเรือดำน้ำ 5 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน

               เบื้องต้นกองทัพเรือตั้งเป้าจัดซื้อเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวน 3 ลำ ลำละ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือตามงบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เป็นรุ่น Yuan Class S26T ที่มีขนาดระวางขับน้ำ 2,600 ตัน ที่ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่กว่าปกติ ซึ่งเดิมทีกองทัพเรือได้ตั้งเป้าขนาดระวางขับน้ำอยู่ที่ 1,600 ตันเท่านั้น

               แต่เมื่อทางจีนเดินทางมาเยือนพร้อมข้อเสนอแพ็กเกจ ทำให้กองทัพเรือตัดสินใจที่จะเลือกเรือดำน้ำจากจีน แม้ในใจลึกๆ แล้ว อยากจะเลือกค่ายยุโรปมากกว่าก็ตาม

               โดยข้อเด่นประการสำคัญของเรือดำน้ำจากยุโรป คือ ระบบ Air-Independent Propulsion system (AIP) หรือระบบเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องพึ่งอากาศจากผิวน้ำเพื่อยืดเวลาการอยู่ใต้น้ำ และเป็นอิสระต่อการเข้าฝั่งมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงระบบติดจรวดเรือผิวน้ำที่มีความทันสมัยที่สุดในเวลานี้

               ความเป็นมาของโครงการจัดหาเรือดำน้ำครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ครม.อนุมัติงบประมาณ 200 ล้านบาท ให้กองทัพเรือนำไปศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ และงบประมาณดังกล่าวกองทัพเรือก็ได้นำไปสร้าง "แบบจำลองเรือดำน้ำ" ขึ้นที่กองเรือยุทธการ จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาข้อดี-ข้อเสีย

               โดยระหว่างนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้นำคณะ ผบ.เหล่าทัพ เดินทางเยือนจีน และได้ไปดูเรือดำน้ำ Yuan Class S26T ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการต่อเรือที่มาจากเรือดำน้ำชั้นกิโลของ "รัสเซีย"

               ข้อดีของเรือดำน้ำรุ่นนี้ เมื่อเทียบกับเรือดำน้ำมือสองของเยอรมนี รุ่น U-206 คือ Yuan Class S26T มีการติดตั้งระบบ AIP ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยล่าสุด ขณะที่ U-206 เป็นเรือดำน้ำรุ่นเก่า และไม่มีระบบที่ว่านี้

               สำหรับเรือดำน้ำจากจีนในรุ่นที่ไทยจะจัดหานั้น ได้บรรจุประจำการอยู่ใน "กองทัพเรือปากีสถาน" เป็นที่แรก และในอนาคต "กองทัพเรือพม่า" ก็เตรียมจะจัดซื้อเช่นเดียวกัน

               ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า กองทัพเรือมีความต้องการจัดซื้อ รุ่น Yuan Class S20 ที่มีระวางขับน้ำเพียง 1,600 ตัน เท่านั้น แต่ภายหลังกองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะเพิ่มเติม คือ ต้องการเครื่องยนต์ที่มีระบบชาร์จแบตเตอรี่ไว้สำรองพลังงานด้วย ทางจีนจึงเสนอเรือดำน้ำ รุ่น Yuan Class S26T ให้แทน

               โดยทางจีนบรรยายคุณลักษณะของ Yuan Class S26T ว่า เป็นเรือดำน้ำดีเซล และมีระบบ AIP ที่ไม่ต้องขึ้นมาผิวน้ำเพื่อชาร์จไฟฟ้า ขณะที่เครื่องยนต์สเตอร์ลิงก็เงียบสนิท ทำให้ "ตรวจจับได้ยาก" โดยมีการซื้อต้นแบบมาจากสวีเดนแล้วนำมาพัฒนาต่อจนมีประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ และความเงียบในระดับที่น่าพึงพอใจ

               อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายที่คัดค้านเรือดำน้ำจีนก็ชี้ว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการต่อเรือ ชุด ร.ล.เจ้าพระยา ชุด ร.ล.กระบุรี่ ชุด ร.ล.นเรศวร มาจนถึงชุด ร.ล.ปัตตานี ก็พบปัญหาเกี่ยวกับ "ท่อไอเสีย"

               ฉะนั้น แม้ว่าทางจีนจะมีการยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด และเลือกสเปกที่ดีที่สุดก็ตาม แต่กองทัพเรือก็จะต้องมีการตรวจสอบ "จุดอ่อน" อย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนที่จะจัดซื้อเข้ามาประจำการ