คอลัมนิสต์

'บิ๊กตู่'ครวญ'ฝนเอยทำไมจึง(ไม่)ตก'แนะแก้แล้ง

'บิ๊กตู่'ครวญ'ฝนเอยทำไมจึง(ไม่)ตก'แนะแก้แล้ง

01 ก.ค. 2558

'บิ๊กตู่'ครวญ'ฝนเอยทำไมจึง(ไม่)ตก'แนะแก้แล้ง : กระดานความคิด โดยสำราญ สมพงษ์

              การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมสัญจรที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน แต่ก่อนจะเริ่มประชุม ได้เข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ ภายในศูนย์ประชุมนานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ โดยอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ไทยพีบีเอส, ทีเอ็นเอ็น 24, เนชั่นทีวี และช่างภาพนิ่ง 1 คน เข้าบันทึกภาพเท่านั้น

               เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ในฐานประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำ คสช. รวมอยู่ด้วย ได้เดินไปถึงบูธของกรมชลประทานที่นำโมเดลการบริหารจัดการน้ำมาจัดแสดง โดยมีนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้บรรยาย

               ขณะที่ นายเลิศวิโรจน์ บรรยายว่า โมเดลนี้แสดงให้เห็นการบริหารจัดการน้ำของ จ.เชียงใหม่ ที่นำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางจัดการป้องกันน้ำท่วมเชียงใหม่ ระหว่างที่นายเลิศวิโรจน์ กำลังชี้มือบรรยายอยู่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดึงมือของนายเลิศวิโรจน์ ออกจากโมเดล พร้อมกับบอกว่า พอๆๆ และมีสีหน้าที่หงุดหงิด ก่อนถามว่า ต้นน้ำมาจากทางไหนและให้ข้าราชการกรมชลประทานอีกคนใช้ไม้ชี้ให้ดู ส่วนอธิบดีกรมชลประทานได้แต่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง พล.อ.ประยุทธ์ โดยข้าราชการคนดังกล่าวได้ชี้ว่า เส้นนี้ คือ แม่น้ำปิง และแม่น้ำแม่แตง ที่จะเข้า จ.เชียงใหม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงมีสีหน้าหงุดหงิดแล้วถามว่าต้นน้ำมาจากไหน ซึ่งข้าราชการคนดังกล่าว ตอบว่า มาจาก อ.เวียงแหง

               พล.อ.ประยุทธ์ ถามอีกว่า "เวียงแหงมาจากตรงไหน มาจากบนเขา ในเขา หรือว่าต้นไม้ มาจากป่าใช่ไหมเล่า แล้ววันนี้มันแห้งหรือยัง ยังมีไหลอยู่รึเปล่าเพราะอะไร ทำไมถึงเหลือน้อย"  ข้าราชการคนดังกล่าว ตอบว่า "ฝนน้อยด้วยครับ" พล.อ.ประยุทธ์ จึงถามกลับไปว่า "ทำไมฝนถึงน้อย" ข้าราชการคนดังกล่าวตอบว่า "เพราะป่าครับ" พล.อ.ประยุทธ์ ถามอีกว่า "แล้วใครต้องดูแลป่า เพราะเมื่อมันไม่มีน้ำ บรรยายมาทั้งหมดมันก็ไม่มีน้ำ จะทำอย่างไรให้ต้นน้ำมาได้ก็ต้องมีต้นไม้ ก็ต้องเสริมไปเรื่อยๆ แล้วต้นน้ำไม่มีน้ำจะเอาน้ำที่ไหนไหลลงมา"

               ทำให้ข้าราชการคนดังกล่าวได้แต่ยืนนิ่งไป พล.อ.ประยุทธ์ จึงเอื้อมมือไปคว้าไม้มาชี้ที่โมเดลด้วยตัวเองพร้อมกับกล่าวว่า "ก็ตอบไม่ตรง คุณต้องหาที่เก็บกักน้ำให้ได้ ถ้าฝนมันลงที่ต้นน้ำคุณก็เก็บไว้ และต้องขุดลอกเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำ ทำได้ไหมที่ผมถามเนี่ย ทำได้ไหม" 

               จากนั้น พล.อ.ฉัตรชัย ได้กล่าวเสริมว่า จากงบประมาณปี 2556-57 มีงบประมาณทำโครงการที่จะทำให้แม่น้ำปิงเก็บน้ำได้มาก และแม่กวง ที่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติไปแล้วด้วย ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินไปชมบูธอื่นๆ ต่อ

               จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ได้จี้ถามอธิบดีกรมชลประทานและเจ้าหน้าที่ถึงปัญหาภัยแล้งนั้น ทำให้นึกถึงเนื้อเพลงชื่อ  “ฝนเอยทำไมจึงตก”  ที่คนเฒ่าคนแก่นิยมร้องให้กับเด็กตามบ้านนอกได้รับฟังที่มีเนื้อหาที่ว่า "ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก ที่ฝนมันตกเพราะว่ากบมันร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง ที่กบมันร้องเพราะว่าท้องมันปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด ที่ท้องมันปวดเพราะว่าข้าวมันดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ที่ข้าวมันดิบเพราะว่าไฟมันดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ ที่ไฟมันดับเพราะว่าฟืนมันเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ที่ฟืนมันเปียกเพราะว่าฝนมันตก" หรือนิทานเรื่อง “ยายกะตา ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า”

               นื้อเพลงก็วนกลับมาสู่ที่เดิมอีก แต่ก็เป็นเนื้อเพลงที่สอนให้เด็กได้รู้จักคิดสาวหาปมเงื่อนไปเรื่อยๆแบบไม่รู้จบหรือเป็นวัฏจักร  ที่แสดงถึงการต่อเนื่องจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่เหตุการณ์หนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จากตัวมันเอง และ การดับสิ่งนั้น ก็ต้องดับที่เหตุการณ์ก่อนหน้ามัน

               เมื่อได้ศึกษาพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงได้เข้าใจว่า เพลงที่ร้องเล่นนี้เป็นการแสดงถึงสัจจธรรมของชีวิต ที่ไม่หยุดเพียงเรื่องฝน หรือ เพียงเรื่องนกกาที่แอบขโมยถั่วงาของยายกะตา แต่มันเป็นความจริงของธรรมชาติ ของทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิต ทุกเหตุการณ์ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เองจากโชคชะตา หรือ ด้วยความบังเอิญ แต่ทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิต ทุกเหตุการณ์ เกิดขึ้น และ เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีเหตุปัจจัยก่อนหน้านั้นให้เกิดขึ้น

               ฝนจะไม่ตก ถ้าไม่มีเมฆฝน เมฆจะไม่มี ถ้าไม่มีแหล่งน้ำ และ แสงแดดที่แผดเผาน้ำให้ระเหยเป็นไอน้ำไปรวมกันเป็นก้อนเมฆ จนไปถึงว่าคนเราจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการยึดมั่นในชีวิต

               ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญมากหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎธรรมชาติ ความโดยย่อมีอยู่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” และ “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับด้วย”

               การเข้าใจหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งสำคัญมาก พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งก็เป็นหลักของเหตุและผลหรือการคิดแบบอริยสัจนั่นเอง

               ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าระบบการศึกษาไทยปัจจุบันนี้ได้ฝึกให้เด็กรู้จักคิดสาวหาสาเหตุเช่นนี้หรือไม่ หรือเป็นเพราะไม่ได้สอนลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ระดับการศึกษาไทยอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้คนยุคปัจจุบันนี้ที่ฉาบทาด้วยอคติพอรับข่าวสารก็ชอบหรือไม่ชอบตามนั้น โดยไม่ใช้หลักโยนิโสมนสิการหรือกาลามสูตรพิจารณาเสียก่อน จึงทำให้ตกเห็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือโยนหินถามทางเอาง่ายๆ

               ดีนะที่นายกรัฐมนตรีเดินหนีจากบูธกรมชลประทานเสียก่อน ไม่แน่นะหากถามสาวไปเรื่อยๆอาจจะเจอต่อที่ทำให้ป่าทางภาคเหนือหมดไปอย่างรวดเร็วและรู้ว่าไปอยู่ตามบ้านใครบ้างก็เป็นได้

...........................................

(หมายเหตุ : ข้อมูลประกอบบางส่วนจาก http://www.pendulumthai.com/article_nitantham16.html)